Archive for May, 2005

มาทำไลท์เซเบอร์กันดีกว่า ….

May 31, 2005

>>> http://niobe.bloggang.com/ <<<

มาทำไลท์เซเบอร์กันดีกว่า ….

ใครที่ชอบสตาร์วอร์ ก็ย่อมอยากได้ ไลท์เซเบอร์
ไว้ครอบครองสักอัน วันนี้ เจไดไนโอบีจะมาสอนทำ
ไลท์เซเบอร์เพื่อเอาไว้ใช้ต่อกรกับพวกด้านมืดหละนะ

คำเตือน : การใช้โปรแกรม photoshop
ละเมิดลิขสิทธิ์อาจทำให้เข้าสู่ด้านมืดแห่งพลังได้

1.ตอนแรกก็เตรียมไฟฉาย เอ้ย! ไลท์เซเบอร์ มาสักอัน

2.จากนั้ก็ถ่ายรูปไว้แล้วทำมาตัดต่อด้วย photoshop
สั่ง open แล้วสั่ง New Layer



3.จากนั้นให้วาดรูปสีเหลี่ยมเพื่อสร้างโครงสร้างของลำแสง โดยใช้ปุ่ม


4.ให้สร้าง layer ขึ้นมาใหม่ตั่งค่าตามรูป…


5.จะนั้นก็ให้ใช้ Pen Tool แต่งให้ทรงตามต้องการ…


6.จากนั้นก็ผสาน layer ทั้งหมด เข้าด้วยกัน ใช้ปุ่ม Ctrl+E ให้เหลือแต่ layer ของดาบแสง(layer 2)กับ Background….


7.จากนั้นก็ให้ copy layer ของดาบแสง(layer 2)
ขึ้นมาอีก 3 อัน ตามรูป


8.จากนั้นก็ Filter แบบ Gaussian Blur โดยใส่ไล่ขึ้นมา
จาก Layer 2 เท่ากับ 1 Pixels ต่อมา 10 Pixels
20 Pixels และ 30 Pixels ตามลำดับ…


เราก็จะได้ไลท์เซเบอร์สีขาวแล้ว

9.จากนั้นก็ จากนั้นก็ผสาน layer ทั้งหมด เข้าด้วยกัน ใช้ปุ่ม Ctrl+E ให้เหลือแต่ layer ของดาบแสง(layer 2) กับ Background เหมือนเดิม


10.คราวนี้เราจะมาปรับสีกัน…



11.คราวนี้เราลองเอาไปใช้งานกันจริงๆดู
ลองหานายแบบมาเป็นอัศวินเจไดสักคน
(คือน้องชายผมเอง) เห็นไหมเท่ ซะไม่มี อิอิ…

103.5 Mhz

May 31, 2005

103.5 Mhz

วันนี้เจอคลื่นวิทยุโดนใจม๊ากกกก

เหตุเกิดมาจากเมื่อคืน … ด้วยปกติเป็นคนไม่ชอบฟังวิทยุเอาเสียเลย … แต่พอดีเมื่อคืนอยากจะฟังวิจารณ์ฟุตบอลซะหน่อย ก็เลยเปิดๆหาคลื่น Sport Radio .. แต่แล้วระหว่างเปิดหาคลื่น ก็เจอคลื่นนึง …

"เธอ … เคยรู้ไม๊ว่าใคร .. เฝ้ามองตาม แต่เธอ .. ไปทุกแห่ง …"

โอวว เพลงสบตาของแอนเดรีย ที่ไม่ได้ฟังมา กว่า 5 ปีอย่างน้อย

จะมีซักกี่คลื่นกันที่เปิดเพลงต่อๆกันแบบนี้ ..
สบตา ของ เอนเดรีย
เก็บมันเอาไว้ ของ เจ
คืนใจ ของ สาวสาวสาว !!
ดีเกินไป ของ smile buf

แต่ฟัง Jingle แล้วก็ถึงได้เข้าใจ … "103.5 Mhz .. Big FM .. Histories of Hit .. คลื่นเดียวที่รวมเพลงตั้งแต่ยุค 70 – 90 มาให้คุณฟัง"

โดนๆ … ชอบๆ … แล้วจะเปิดฟังบ่อยๆน๊า

ชีวิตมีค่า จงอย่าทำงานหนัก

May 31, 2005

ชีวิตมีค่า จงอย่าทำงานหนัก

ขึ้นหัวข้อนี่ เหมือนจะบอกว่าเราเป็นคนขี้เกียจเลยแฮะ … แต่ขี้เกียจกับไม่ยอมทำงานหนักมันก็ไม่เหมือนกันนา …

การทำงานเป็นส่วนนึงของชีวิต .. จิงๆแล้วบางคนไม่ต้องทำงานก็ได้ แต่เค้าว่ากันว่า มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่ชอบอยู่เฉยๆ ต้องหานู่นหานี่มาทำอยู่ตลอดเวลา

ทำงานมา 2 ปี … ก็ได้เห็นคนทำงานในหลายๆแบบ ..
บางคนขยันทำงาน ทำหามรุ่งหามค่ำ จนไม่มีเวลาพักผ่อน
บางคนก็ขี้เกียจ หาทางอู้ มองหาแต่วันหยุด
บางคนก็ทำงานไปวันๆ รอให้เวลาเลิกงานมาถึงเร็วๆ
แต่บางคนก็ทำงาน เพื่อความสนุก ความมันส์ ในงานที่ทำ

แต่อย่างนึงที่ไม่ชอบเลยคือการทำงานเกินเวลา … คือทำงานจนดึก ทำงานเสาร์อาทิตย์ หรือเอางานกลับมาทำงานที่บ้าน …

จำได้ว่ามีเพื่อนอยู่คนนึง .. เพื่อนคนนี้พอเวลาบ่าย 5 ปุ๊บ ยกกระเป๋าเดินออกทันที .. เป๊ะๆด้วย ไม่ขาดไม่เกิน .. ทั้งๆที่วัฒนธรรมองค์กร คือชอบกลับกัน 6 โมง ทุ่มนึง

แต่เพื่อนคนนี้เวลาทำงานก็ทำจริงๆ … มีเล่นบ้าง แต่งานไม่เคยเลท ไม่เคยช้า … แต่สุดท้าย กลับไม่ได้รับโอกาสจากหัวหน้า และถูกมองว่าเป็นคนไม่ขยันทำงานเลย

จริงๆมันก็แล้วแต่คนจะมอง แต่เรารู้สึกว่า ชีวิตมันก็มีแค่นี้ วันนึง 24 ชั่วโมง .. ทำงาน 8 .. นอน 8 … กิน 2 .. เดินทาง 2 .. สรุปวันนึงเหลือเวลาให้กับตัวเอง แค่ 4 ชั่วโมง …

นึกง่ายๆว่า ทุกวันนี้พอกลับถึงบ้าน กินข้าวเสร็จ นับจากเวลาตรงนั้นถึงเวลานอน มีเวลากี่ชั่วโมงที่เป็นของเรา … ไม่ขอนับวันเสาร์อาทิตย์ หรือวันหยุด เพราะนั่นทุกคนก็ได้เหมือนๆกันหมด

ถ้าในเวลางาน ทำงานเต็มที่ รีบๆทำให้เสร็จ ไม่อู้ ไม่ให้มันพอกไปเรื่อยๆ … แล้วจะทำงานเกินเวลาไปเพื่ออะไร … เพื่อ ot เพื่อให้คนมองว่าเราขยัน … เราว่ามันไม่คุ้มกับเวลาที่เสียไปเลย .. ยังมีอีกหลายอย่างในโลกนี้ ที่เรายังไม่ได้ทำ ไม่เคยทำ และควรจะทำ

แล้วยิ่งถ้าใครเคยกลับบ้านดึกๆประจำ .. ทำงานเกินเวลาเป็นประจำ .. ซักพักมันจะติดเป็นนิสัย ประมาณว่า เดี๋ยวค่อยๆทำ คืนนี้ยังมีเวลา .. เอากลับไปทำที่บ้านก็ยังได้ .. สมัยก่อนเราเองก็ยังเคยเป็น

เวลามันผ่นาไปแล้วผ่านไปเลย เอากลับมาใหม่ไม่ได้แล้ว … ใช้เวลาที่มีอยู่ให้คุ้มค่า ดีกว่าจะหมดไปกับงานนะคร๊าบบบบ ; )

ภาพคมๆ แห่งความสำเร็จ

May 31, 2005

ภาพคมๆ แห่งความสำเร็จ

มีบริษัทหนึ่งที่อเมริกา … ปิ๊ง idea จากการนำเอาคำพูดคมๆ ที่มีความหมายดีๆ หรือที่เรียกว่า successful quatation มารวมกับรูปภาพสวยๆ จากทั่วทุกมุมโลก … เมื่อนำทั้ง 2 อย่างมารวมกัน ก็เกิดเป็นรูปหลายต่อหลายรูป+คำพูดคมๆ ที่สื่อถึงความหมาย ทั้งในแง่ให้กำลังใจ สร้างพลังในการทำงาน ทำให้เกิดความรู้สึกที่ดีต่องาน

นั่นเป็นที่มาของบริษัทที่มีชื่อเก๋ๆว่า Successories …. (Success + Accessories)

บริษัทนี้ขายของหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น poster , นาฬิกา , ปฏิทิน , ปากกา ฯลฯ

โดยเน้น concept ที่ว่า … เอาของทั่วๆไป มารวมกับรูปภาพ หรือคำพูด … ที่ก่อให้เกิดพลังบางอย่างขึ้นในตัวเรา

… ไปอ่านเจอเรื่องนี้ใน นสพ.ฉบับหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน … และพอได้เห็นผลงาน ก็โดนใจดังโป๊ะ … โอวว คิดได้ไงนี่ .. สุดยอด

ว่ากันว่า บริษัทชื่อดังมากมายในอเมริกา ต่างก็สั่งซื้อ Poster ติดผนังจากบริษัทนี้ … ซึ่งทางบริษัทก็มีทั้งบริการขายเป็นชิ้นๆไป หรือแม้แต่บริการซื้อแบบช่วงเวลา คือบริษัทจะคอยมาเปลี่ยนรูปใหม่ๆให้ทุกๆ 3-4 เดือน

บางทีการเอาของง่ายๆรอบตัว มาปรับเปลี่ยน นิดๆหน่อย แล้วเพิ่ม idea เข้าไปในงาน .. มันก็ขายได้แล้วล่ะ : )

ร้อนๆๆ

May 31, 2005

ร้อนๆๆ

ร้อน ร้อน ร้อน … ร้อน จริงๆ นะจ๊ะ … อย่างนี้ถ้าอยากคลายร้อย คลายร้อน … ใช้แป้งตางู

ปีนี้เป็นปีที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ ที่กรมอุตุนิยมออกมาบอกว่า "ฤดูร้อนปีนี้ อากาศจะร้อนกว่าทุกปี"

แต่ถึงยังไง เราก็ชอบหน้าร้อนมากกว่าหน้าฝนและหน้าหนาวอยู่ดี …

จะมีซักกี่คนที่ชอบหน้าฝน … ตกทั้งวัน น้ำท่วม เดินเปียกๆ รองเท้า เสื้อผ้า ฯลฯ …

แต่คนไทยส่วนใหญ่คงชอบหน้าหนาว … อากาศเย็นสบาย … แต่ผมนิเกลียดหน้าหนาวสุดๆ … คือเป็นคนขี้หนาวมาก … หน้าหนาวมักจะมาพร้อมไข้หวัด , น้ำเย็นๆจนไม้กล้าอาบน้ำ (อี๋) , เวลาออกกำลังกายก็ไม่ค่อยมีเหงื่อ , นอนก็หลับยาว ความขี้เกียจทับถม ฯลฯ

แต่หน้าร้อนปีนี้ มันก็สุดจะทนจริงๆแฮะ … ขอตะโกนลั่น blog ซักทีเหอะ ..

ร๊อนนนน …. ร้อย โว้ยยยย

ตื่นๆ

May 31, 2005

ตื่นๆ

ฮาวววว … ง่วง … งึมงำ งึมงำ …

เคยไม๊ที่ไม่ว่าจะนอนเท่าไหร่ ก็ไม่พอ ยังรู้สึกง่วงอยู่ตลอดเวลา …

บางคนมักจะบอกว่า พวกขี้เซาเนี่ย เป็นพวกขี้เกียจ … แต่ผมว่าขี้เซากับขี้เกียจเนี่ย มันคนละความหมายกัน …

ขี้เกียจ คือไม่ขยัน ไม่ทำงาน ไม่ยอมทำนู่นทำนี่
ขี้เซา คือคนที่ชอบนอน นอนแล้วก็ไม่ชอบลุก นอนต่อๆๆไปเรื่อยๆ

เราเป็นคนขี้เซา … เรื่องมันเริ่มมาจากสมัยตอน ป.1 … ที่บ้านซื้อเครื่องเกมส์ famicom มา แล้วเราก็เริ่มบ้าเกมส์ และนอนนานมากๆตั้งแต่นั้นมา …

ช่วงม.ต้นก็นอน 8-10 ช.ม. … แต่พอมาช่วง ม.ปลาย เริ่มอาการหนัก ต้องนอน 12 ช.ม. เป็นอย่างน้อย .. ยิ่งช่วงปิดเทอมนี่ จะนอนเที่ยงคืน ตื่นตอนเที่ยงวัน มากินข้าวเที่ยวพอดี๊เลย

แล้วถ้านอนไม่พอล่ะ ? … แน่นอน ของแบบนี้มันทำคะแนนสะสมกันได้ … เราก็เอาเวลาช่วงว่างๆมานอนไง .. เวลาก่อนอาจารย์จะเข้าสอน , เวลาอยู่บนรถเมย์

ทำให้ภาพที่ทุกคนเห็นเห็นจนชินตา ก็คือเวลาไอ้นี่มันว่างเมื่อไหร่ มันจะนอนเมื่อนั้น …

เคยมีอยู่วันนึง ช่วงปิดเทอม ช่วงนั้นนอนหนักมั่กๆ … กำลังนอนช่วงบ่ายๆอยู่ ซักพักนึงพ่อก็เข้ามาปลุก …
"เอ่อ … ลูกเอ๊ย … อย่าหักโหมน๊ะลูก …. ตื่นขึ้นมาพักผ่อนบ้างก็ด้ายยยย " (มีการประชดเราอีก โฮะๆ พ่อเรา)

จำได้ว่าเคยนอนแบบนานสุดๆคือนอนหลับไปประมาณ 24 ชั่วโมง … พอดีตอนนั้นเล่นเกมส์หนัก ไม่ได้นอนมาวันกว่าๆ … แล้วก็เริ่มนอนประมาณ 5 โมงเย็น … ตื่นมาอีกที ก็นึกว่าเที่ยงๆบ่ายๆ จะลงมากินข้าวเที่ยง … ปรากฏที่บ้านกำลังจะกินข้าวเย็นกันแล้ว (ตอนนั้นไม่มีใครอยู่บ้านเลยนอกจากพี่เลี้ยง)

พิมพ์ไปแล้วก็ชักง่วงแฮะ … ฮ้าววว …

ช่วยด้วย … ผีหลอกกกกกกกกกกกกกกก

May 31, 2005

ช่วยด้วย … ผีหลอกกกกกกกกกกกกกกก

สมัยก่อน ตอนที่เรายังเป็นวัยรุ่นอยู่ เวลามีใครมาถามว่า .. กลัวผีไม๊ … ไอ้เราก็จะตอบแบบแมนๆว่า
"โอ๊ย .. ไม่กั๊ว .. กลัวทำไมล่ะ"

แต่ถ้ามาถามตอนนี้น่ะเหรอ … หึๆ …
"กัว เพ่ !!"

แล้วยิ่งหลังจากได้ดูหนังผี 3 เรื่องในโรงโดยมะได้ตั้งใจเท่าไหร่ …
"โคตรกัวเลย เพ่ !!!!!!"

เรื่องมันมีอยู่ว่า

เมื่อ 2-3 สัปดาห์ก่อน มีหนังผีทั้ง ไทย ญี่ปุ่น ฝรั่ง เข้ามาหลอกหลอนเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด … ไอ้เราก็ไม่ค่อยจะอยากดูซักเท่าไหร่ เวลาดูหนังผีแล้วมันจะหลอนๆ นอนไม่ค่อยหลับ 3-4 วัน … แต่ด้วยความที่บางเรื่องเป็นหนังภาคต่อ .. และเป็นประเภท ต้องดู เลยทำให้หลีกเลี่ยงลำบาก ..

ไอ้การนานๆทีดูหนังผีซักเรี่องนึง มันก็คงไม่เท่าไหร่ .. แต่การดูหนังผีสยองๆทีเดียว 3 เรื่องติดนี่มันก็น่ากลัว x 3 ล่ะครับท่าน

ผีที่ 1 : ผีซานาโกะ (The Rings 2)

ผีญี่ปุ่นที่ hollywood เอามาดัดแปลง .. ผีตัวนี้ไม่ค่อยออกมาเพ่นพ่านให้เห็นนัก จะออกมาก็ต่อเมื่อมีใครได้ดู vdo (สมัยนี้เค้าดู vcd กันหมดแล้วย่ะ) ที่ยัยซานาโกะสาปเอาไว้

แต่เวลาออกมาให้เห็นทีนะ … น่ากัวโคตรๆ … ตอนที่ซานาโกะไล่จับตัวเอกนี่ เรายกขามาบนที่นั่งในโรง แทบ … จะโดดหนีเลย … 😥 …. เวลาฆ่าใครก็ทำให้เหยื่อหน้าตาเละ บูดเบี้ยว … น่าสยดสยองจิงๆ .. อึ๋ย ~~

ผีที่ 2 : คนเห็นผี 10 (The Eye 10)

เรื่องนี้เคยบอกกับตัวเองไว้ว่า .. "ไม่ดูโว๊ยย" …
อันเนื่องมาจากตอนไปดูตัวอย่างหนังหน้าโรง SF MBK … มันจะมีเหมือนตุ๊กตาผีตัวนึง ห้อยๆอยู่ด้วย ข้างๆจอทีวี … เราก็ยืนดูตัวอย่างหนังไป ตาก็เหลือบไปดูตุ๊กตาไป … แล้วเหมือนว่าเราจะเห็นภาพหลอนๆ ว่าตุ๊กตา … มันมองมาที่เรา … แล้วก็ค่อยๆยิ้มให้เราล่วยยยย … *__* ….. แม่จ๋าๆๆ

แต่ด้วยความที่นัดกับเพื่อนๆไปกินอะไรกันแถวโรงหนัง แล้วเพื่อนๆก็ชวนกันดูเรื่องนี้ … อันว่า จะทำใจตุ๊ดไม่ยอมดูก็กระไรอยู่ … เลยต้องทำแมนสุดๆ ..
"เออๆ ดูก็ได้ .. โหย ชิวๆ" …. (แม่จ๋าๆๆ *__*)

หนังไม่มีไรมาก ผีโผล่มาจากวิธีเห็นผี 10 แบบ … โผล่มาให้ตกใจเป็นระยะๆ … ไม่น่ากัวอย่างที่คิด (เฮ้อ) … รอดตัวไปๆ

ผีที่ 3 : ผีบุปผา (บุปผาราตรี 2)

อืม … ตัวนี้ล่ะของจิง … ท้าวความมาจากการที่เราดันใจกล้าไปดูภาคแรกมาก่อน … แล้วก็ได้รู้ซึ้งถึงความเฮี้ยนของแม่บุปผาคนสวยล่ะจ้า …

หน้าสวย นิ่ง เงียบ … แต่เจ๊แกโหดสุด .. ตัดขาแฟนตัวเอง … ทำแท้งลูกตัวเอง … ออกมาหลอกชาวบ้านกลางวันแสกๆ … เวลาโกรธเมื่อไหร่นะ ได้เผ่นกันทั้งอพาร์ตเมนเลย … ตำรวจ , พระ , หมอผี หนีกันจ้าละหวั่น …

และแล้วก็ได้มาเจอแม่บุปผาคนสวยอีกครั้งในภาค 2 … *__*

เปิดตัวหนัง … เห็นแค่ห้อง 609 … ก็นึกถึงความสยองจากภาคแรกได้เลย .. ห้องแห่งความโหดและเฮี้ยนนน … ในหนัง พอมีใครหลงเข้าไปในห้องนั้นที .. เรานี่แทบร้องจ๊ากกก แทนเลย … คิดในใจ .. "ตายแน่มึง !!!"

… ภาคนี้แม่บุปผายังสวยโหดเหมือนเดิม … มีตอนนึง บุปผาจับได้ว่าแฟนนอกใจตัวเอง …

"พี่เอก … ไปไหนมาคะ" … บุปผายืนถามอย่างนิ่งเงียบ
"เอ่อ … พี่ก็ไปแถวๆนี้ล่ะจ๊ะ … ไม่มีอะไรหรอก .."
…. (ภาพหยุดนิ่ง … บรรยากาศวังเวง .. ความเครียดเข้าครอบงำทั้งโรง)

"บุปผาเกลียดคนโกหก !!"

… เอิ๊ก !! … มึงตายรอบ 2 แน่งานนี้ไอ้เอก … เหอๆๆ

หนังจบ … แง๊ … น่ากัวชิบเป๋ง … แถมยังทำต่อภาค 3 ไว้อีก … แล้วปีหน้าเจอกันอีกรอบนะแม่บุปผา .. ขอไปเตรียมตัวเตรียมใจมาก่อนนะแม่คู๊นนนนน

😥

ปล. ทุกวันนี้ เวลาสระผมที … ก็ไม่กล้าลืมตาขึ้นมาเลย … กลัวจะมีแม่ผีทั้งหลายมาโผล่ให้เห็น … กัวๆๆๆ

ไทย … จีน … ฝรั่ง … ไม๊เพ่ … (ถามแบบส่อๆแฮะ)

May 31, 2005

ไทย … จีน … ฝรั่ง … ไม๊เพ่ … (ถามแบบส่อๆแฮะ)

งานใหม่ … วันนี้เป็นวันแรกของงานที่ใหม่ … อะไรๆก็ดูใหม่ไปหมด …

ที่ทำงานใหม่ .. เจ้านายใหม่ .. เพื่อนร่วมงานใหม่ .. คอมตัวใหม่ .. email ใหม่ .. แต่เราก็ยังเป็นคนเดิม อิๆ

ที่ dbd (drumbeat digital) นี่ก็มีอะไรหลายๆอย่างที่แปลกไปจากที่เคยๆเจอ … มีองค์กรแบบฝรั่งจ๋ามากๆ เจ้านายก็ฝรั่ง เพื่อนร่วมงานก็ฝรั่ง … ก็ดีเหมือนกัน ได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่าง

มาอยู่นี่เหมือนเปลี่ยนมาอีกโลกนึง … แต่ละคนดูเก่งๆ เจ๋งๆ เคี่ยวๆ กันทั้งนั้น … พึ่งรู้ด้วยว่าเราเป็น Junior คนที่ 2 ของบริษัทตั้งแต่ตั้งมา (ไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจดี)

ที่นี่มีระบบการทำงานแปลกๆ ต้องมาลงเวลาด้วยว่าวันไหนทำอะไร ทำกี่ชั่วโมง … เงินเดือนจ่าย 2 รอบ … ทุกวันตอนบ่าย 4.30 จะเป็นช่วงพัก break มีผลไม้อร่อยๆมาวางกลางบริษัท แล้วทุกคนก็จะลุกไปยืนกินยืนคุยกัน (อันนี้ชอบมากเป็นพิเศษ)

เทียบกับบริษัทก่อนๆที่เราอยู่มาก็ต่างกันหลายต่อหลายอย่างเลย … บริษัทแรก msc เป็นบริษัท แบบไทยๆ … บริษัทที่ 2 ent เป็นบริษัทแบบจีนๆหน่อย … มาที่นี่ก็ฝรั่งจ๋าเชียว … เลยอยากจะเปรียบเทียบให้ดูความแตกต่างนิดๆ (ด้วยความเคารพ ทุกบริษัทก็เป็นบริษัทที่มีบุญคุณต่อเราทุกที่เท่าๆกัน)

การวัดประสิทธิภาพ
msc – "มาทำงานเช้า กลับดึก – ขยัน อดทน ตั้งใจทำงาน น่าชมเชย"
ent – "มาทำงานสายได้ไม่ว่ากัน ของานเสร็จก็พอ"
dbd – "จะมากี่โมงก็มา … งานต้องเสร็จ … ถ้าใครอยู่ดึกแปลว่าทำงานไม่ดี แบ่งเวลาไม่เป็น .. 6 โมงก็กลับบ้านได้แล้ว ไป๊ๆ ชิ่วๆ (effect ตามหลังนี่ใส่เอาเอง)"

การ chat สื่อสาร
msc – MSN messanger
ent – Yahoo messanger
dbd – Aol messanger
(งงดีเหลือเกิน)

การคุยงานกับหัวหน้า
msc – ทุกคนทำงานร่วมกัน แต่การคุยกับผู้ใหญ่ควรมีสัมมาคารวะ เคารพผู้อาวุโสกว่า
ent – ทุกคนมีสิทธิเท่ากัน ตั้งแต่ประธานบริษัทยันพนักงาน … ผู้บริหารมานั่งกินกาแฟคุยเล่นกับลูกน้อง
dbd – ทำงานแยกตามหน้าที่ เจ้านายใส่เสื้อยืด เดินมานั่งตบหัวคุยกันเล่นตามสบาย

ความรับผิดชอบ
msc – ทำตั้งแต่ต้นจนจบ project … ได้ความรู้หลายด้าน
ent – ทำแทบทุกอย่าง ช่วยกันทำยังไงก็ได้ให้งานสำเร็จ
dbd – งานแยกกันชัดเจน แต่ละคนก็ทำแต่ที่ตัวเองรับผิดชอบ scope แคบ แต่งานชัดเจน

การแต่งกาย
msc – ลูกค้ามาบริษัทบ่อยมาก แต่งกายให้เรียบร้อย ชุดขาวหรือฟ้า แขนยาว ผูกไทด์
ent – คนใหญ่คนโตมานานๆครั้ง แต่งตามสบาย แขนยาวก็พอ
dbd – ลูกค้าในเมืองไทยไม่มี อยากแต่งยังไงก็แต่งๆมา ตามบายน้อง …

สาวๆ (อิๆ)
msc – แผนกมี sales สาวๆสวยๆให้ดูมากมาย นอกแผนกก็มีหลากหลาย แต่บริษัทอยู่ห่างไกล
ent – สาวๆทั้งบริษัท ผู้ชายเป็นชนกลุ่มน้อย .. ทำเลดี ใจกลางเมือง แต่เจอแต่พวกนักท่องเที่ยว
dbd – ผู้ชายเยอะเป็นเบือ มองไปทางไหนก็เจอแต่ผู้ชาย … ยังดีอยู่ติดกับตึก gmm และ มศว. ได้เจอสาวๆเวลาพักให้ชื่นใจบ้าง

การสั่งงาน
msc – ประชุม จด สั่งงาน ทำ
ent – เจ้านายเดินมา chat มา mail มาบอก
dbd – อ่าน mail เอา แล้วก็ทำซะ (เหอๆ)

Deadline
msc – Project ระยะยาว หลายเดือน ค่อยๆทำ ค่อยๆเรียนรู้ไป
ent – ไม่กำหนดเวลาเท่าไหร่ ทำให้เร็วที่สุดก็พอ
dbd – มี deadline ทุกวัน .. บางอัน 3 วันเสร็จก็ต้องเสร็จ

————————
โดยรวมแล้ว แต่ละที่ก็มีข้อดีข้อเสียต่างๆกันไปนะ .. เราชอบบริษัทคนไทยที่ให้ความนับถือผู้ใหญ่ ทำงานแบบช่วยเหลือกัน ได้ความรู้หลากหลาย … ชอบบริษัทจีนๆ (กึ่งๆทางสิงคโปร์) ที่เจ้านายให้ความสนิทกับลูกน้อง มีอะไรคุยกันได้หมด … ชอบบริษัทฝรั่งที่มีระบบการทำงานที่ชัดเจน ทุกคนมีหน้าที่ของตัวเอง ไม่สับสน …

…. แต่ยังไงซะ … ตอนนี้ก็คงต้องนั่งท่องคาถาเดิมไปอีกซักพัก …

~~ โอมม …. จงผ่านโปร …. โอมม …. จงผ่านโปร …. ~~

ถ้าใครซักคนกำลังจะตาย ….

May 31, 2005

ถ้าใครซักคนกำลังจะตาย ….

2-3 วันนี้ ได้ยินแต่เรื่องตายๆตลอดเลย …

ที่อเมริกา มีผู้หญิงคนนึง ป่วยหนักและหลับเป็นเจ้าหญิงนิทรามากว่า 15 ปี … สามีผู้ไม่อยากให้ภรรยาต้องทรมาณอีกต่อไปก็ร้องขอต่อศาล ขอให้อนุญาติหยุดให้อาหารและน้ำกับภรรยา … เพื่อให้ภรรยาได้หลับอย่างสบาย ไม่ต้องทรมาณอีก ..

พ่อแม่ของฝ่ายหญิงก็ไม่ยอม .. ไม่ว่าอย่างไรก็อยากให้ลูกสาวสุดที่รักของตนยังมีชีวิตบนโลกต่อไป … ทั้งสองต่อสู้ในศาลกันมาหลายปี .. สุดท้ายศาลก็ตกลงตามคำขอของสามี …

ฟังแล้วมันเหมือนในหนังเรื่อง "Million Dollar Baby" ยังไงชอบกล … จริงเหรอ ที่บางที บางคน ก็ควรจะหลับพักผ่อนโดยที่ไม่ต้องทรมาณอยู่บนโลกอีก …

พูดไปมันก็ขัดๆกับความถูกต้องยังไงชอบกล

ย้อยกลับมาเรื่องไกล้ตัวเราเอง เมื่อตอนที่อาม่าเราป่วย … อาม่าที่แข็งแรง อยู่ดีๆก็เกิดอาการเส้นเลือดในสมองแตก ทำให้ไม่สามารถขยับร่างกายได้เลยทั้งตัว อาม่าเหมือจะจำอะไรไม่ได้เลยด้วยซ้ำ …

อาม่าต้องให้ข้าวทางสายยาง … จะทำอะไรทุกอย่างต้องมีคนทำให้ .. อาบน้ำ เช็ดตัว … หรือแม้แต่เข้าห้องน้ำ …

อาม่าอยู่แบบนี้มา 3 ปีครึ่ง … และก็พึ่งเสียเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ….

ก่อนอาม่าจะเสีย … พ่อพยายามจะยืดชีวิตอาม่า ผู้ซึ่งเป็นแม่ของตัวเอง ให้ถึงที่สุดอยู่หลายต่อหลายครั้ง … ในที่สุดคุณหมอ ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทคนหนึ่งของที่บ้านก็เรียกคุณพ่อเข้าไปคุย …

สิ่งที่คุณหมอพูด เป็นคำพูดที่น่าคิดมากเลยทีเดียว … "ผมก็ดูแลอาม่ามาหลายปีน่ะนะ ตั้งแต่แกยังสบายดี จนถึงตอนนี้ … คุณรู้ไหมว่าตลอด 3 ปีครึ่งที่แกเหมือนจะไม่รู้สึกอะไรเลย … แต่จริงๆแล้วแกรู้ทุกอย่าง ได้ยินทุกอย่างที่เราพูด มองเห็นทุกอย่างที่ผ่านสายตาไป … ถ้าเป็นคุณ คุณรับรู้ได้ แต่ไม่สามารถโต้ตอบอะไรได้เลย ขยับไม่ได้ พูดไม่ได้ ตลอด 3 ปีครึ่ง คุณจะรู้สึกอย่างไร"

วันนั้นพ่อโทรหาลูกๆ ญาติๆทุกคน ให้กลับมาที่บ้าน … พ่อเข้าไปบอกลาอาม่า … 3 ช.ม. ต่อมา อาม่าก็สิ้นใจ …

เปรียบเทียบ 2 เรื่องนี้ อาม่า กับ หญิงชาวอเมริกันคนนั้น … ก็คงจะคล้ายกัน

ถ้าใครซักคนกำลังจะตาย …. เราควรจะรั้งเค้าไว้ หรือปล่อยให้เค้าจากเราไป …

อืม …

เปิดตัว PDA Phone ที่เล็กที่สุดในโลกกกกกก ….

May 31, 2005

เปิดตัว PDA Phone ที่เล็กที่สุดในโลกกกกกก ….

ณ ร้านอาหาร Intalian Six Degree …

ตื่นสาย (อีกแล้ว) มาทำงาน ทั้ง office วุ่นวายกับงานแถลงข่าวเปิดตัว มือถือเครื่องแรกของบริษัท … dickson (เจ้านายเรา) ดูเครียดมาก คิ้วติดกันตลอดเลย

เก็บของอย่างวุ่นวาย .. ซักพักพี่อ้อ (gm) เรียกเราไป บอกว่าให้ไปเป็น back up เวลา demo และคุยกับลูกค้า

จริงๆในทีมมี technical หลายคน แต่ก็รู้สึกดีที่เค้าเลือกเรา ทั้งที่กำลังจะลาออกไปแล้ว … เวลามีหน้าที่ทาง technical สำคัญๆ เค้ามักจะให้เราจัดการตลอด … ดีจังๆ

ร้านหรูหรา ดูดี ไฮโซ และเหมาะกับการมานั่งพักผ่อน หรือแถลงข่าวอย่างยิ่ง

บ่ายโมงมีนักข่าวเริ่มเข้ามา คนเยอะเกินคาด ทีแรกเตรียมไว้อย่างมาก 50 คน .. แต่นี่มาเกือบร้อย … ทำให้หลายคนไม่มีที่นั่ง … แต่ก็ทำให้สินค้าดูน่าสนใจ

dickson พูดดีมาก ถึงจะเป็นภาษาอังกฤษ แต่ก็ทำได้น่าสนใจ … เป็นอีกคนนึงที่เราคงจะต้องขอยึดเป็นแบบอย่างในอาชีพ

ถึงคิวเราแล้ว … พี่อ้อ demo ให้นักข่าวดูข้างหน้า โดยที่เราก็กดแสดงผลไปด้วยทางหน้า projector …

ในมือถือเรามี feature นึง ที่สามารถเขียนบนหน้าจอ แล้วมันจะอ่านลายมือเรามาเป็นตัวภาษาอังกฤษได้ … ซ้อมเป็นสิบๆรอบ ไม่เคยเจอปัญหา … แต่พอแสดงจริง …

{เขียนบนหน้าจอ} … "Hello" …. ไม่ออก … คิ้วขมวดเลย

{เขียนบนหน้าจออีกที} … "Hello" …. ไม่ออก … เหงื่อตก … พี่อ้อเริ่มอมยิ้ม

{เขียนบนหน้าจออีกทีโว้ย} … "a" …. ออกเป็น "or" … พี่อ้อแก้ตัวให้ … "ก็ .. เรามาดู feature ตัวต่อมานะคะ ใน pda ตัวนี้เราสามารถ …"

….

……

… ผมผิดไปแล้วก๊าบบบบบ 😥

หลังจาก demo เสร็จ เหมือนทุกคนจะรู้ว่าเราเครียดมาก มีแต่เข้ามาปรอบใจ … "เจ๋งมากเอ็ม .. ก๊าก กั่กๆๆๆๆ " … "ไม่เป็นไร ดีแล้วเอ็ม … ฮะๆๆ" .. "Hey u do it’s good man … 55"

… ผมผิดไปแล้วก๊าบบบบบ 😥

โดยรวมงานออกมาดูดีมาก … ชอบๆ

อยากอยู่ที่นี่อีกจัง เพื่อนร่วมงานดี งานสนุก เจ้านายก็ดี … เสียดายที่มันไม่ใช่งานที่เราถนัด … หวังว่าซักวันจะได้มีโอกาสกลับมาอีกครั้งนะคร๊าบบบ

Ent Fifthmedia (Thailand)

^__^

—- แล้วก็หมดอีก 1 วันดีๆ สนุกๆ ในชีวิต —-