Archive for September, 2005

จากแพนด้า ถึงดอยสุเทพ

September 22, 2005
(วันนี้เรื่องเยอะ โม้ยาวเลย)
 
ตั้งใจตั้งแต่เมื่อวานแล้วว่าวันนี้จะตื่นเช้า สูดอากาศเชียงใหม่เจ๊ากัน พี่สาวก็ ok ได้เลย … สรุปสองพี่น้อง ตื่นกันตอน 10.30 น. … เหมือนที่พ่อชอบบอกว่า … พี่น้องบ้านนี้ เหมื๊อนกันไม่มีผิด
 
วันนี้ตั้งใจไปดูหมีแพนด้าให้หนำใจเล๊ยยย … คือแบบว่าไม่เห่อเลยอ่ะ ไปถึงสวนสัตว์ซื้อหมวก + เสื้อหมีแพนด้าทันที แถมถอดเปลี่ยนชุด ใส่ชุดใหม่เอี่ยมกันไปเลย … ไม่เห่อเลยๆ
 
#1 – วันนี้คนไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ … ระหว่างที่กำลังเดินดุ่ยๆไปลานหมีแพนด้า ก็เห็นมีรถรับส่งภายในสวนสัตว์บริการด้วย ค่าบริการคนละ 20 บาท นั่งได้เรื่อยๆ รถออกทุก 15 นาที … แต่สำหรับขจรแล้ว เรื่องเดินแค่นี้สบายม๊ากกก ไป dreamworld , เขาดิน , safari world ไม่เคยต้องใช้บริการคับ สบายม๊ากกกก
 
เคยศึกษาข้อมูลหมีแพนด้ามาก่อน ก็พอจะรู้ว่า 90% ของชีวิตมันคือกิน … กินเสร็จนอน … นอนเสร็จกิน … เพราะฉะนั้นเราต้องกะเวลาเข้าไปดูมันให้ดีๆ ในจังหวะที่มันตื่นนอนแล้ว (ซึ่งก็คือจังหวะกินนั่นล่ะ) … ว่าแล้วก็นั่งอ่านหนังสือรอ อยู่ข้างนอก 20 นาทีได้ ซักพัก จอ monitor ก็เห็นว่ามันตื่นแล้ว กำลังจะเดินไปกินๆ … เราก็วิ่งเข้าไปดูข้างในทันทีครับ (ค่าเข้าเฉพาะแพนด้า คนละ 50 บาท)
 
ซึ่งก็ไม่ผิดหวัง มันนั่งกินตัวอ้วนให้เห็นไกล้ๆเล๊ยยย น่ารักสุดๆอ่ะ  มันกินไม้ไผ่แข็งโป๊กเหมือนกำลังกินกูลิโกะป๊อกกี้ยังไงอย่างงั้น … หลังจากที่มันกินอาหารหลักจนอิ่มแล้ว ก็จะต้องไปกินอาหารเสริมต่อข้างบน … แต่ก็พอจะเห็นว่ามันกำลังยืนกินๆอยู่ .. แต่แล้วภาพที่ไม่น่าเชื่อสายตาก็เกิดขึ้น … เมื่อเจ้าช่วงช่วงกินอาหารเสริมเข้าปากทีละชิ้นอย่างช้าๆ .. แล้วมันก็ค่อยๆกินอย่างช้าลง .. ช้าลง … ช้าลง … เคี้ยวช้าลง เคี้ยวช้าลง … แล้วร่างกายมันก็หยุดนิ่ง … ลำตัวโงนเงนไปมา … แล้วหัวก็ตกลง โขกกับพื้นดัง โป๊ก !! … แล้วก็ … หลับ ZZzzz …….
 
….
 
ชักเริ่มเข้าใจแล้วสิว่าทำไมพวกแกถึงได้ไกล้สูญพันธุ์ไปจากโลกนี้ทุกทีๆ … ก็พี่แกเล่นหลับทั้งกินแบบนี้เลยนิ (น่าหมั่นไส้เล็กน้อย แต่ก็อดขำในความน่ารักของมันไม่ได้)
 
ดูแพนด้าหนำใจ ว่าแล้วขจรก็เดินดูสัตว์ไปเรื่อยๆตามทาง โดยเป้าหมายอยู่ที่เจ้าแพนกวิ้น  (แบบว่าชอบดูสัตว์น่ารักๆมากเป็นพิเศษ) … ดูในแผนที่ระยะทางก็ไกลเหมือนกัน ก็คิดว่าคงไม่เกินความสามารถ … แต่หารู้ไม่ว่าสวนสัตว์เชียงใหม่นี้ สร้างอยู่บนเชิงเขา (ทางขึ้นดอยสุเทพ) จากแพนด้า จะไปดูช้าง ก็เดินขึ้นเนินไปอีก 200 เมตร … จะดูฮิบโป ก็ขึ้นเนินสูงไปอีก 300 เมตร … ยิ่งเดินไปไกล ยิ่งขึ้นเนินสูงขึ้นๆ บางช่วงต้องทำเป็นบรรไดด้วยซ้ำ … โอย ร้อนก็ร้อน เดินก็เหนื่อย … กลายเป็นว่าพอไปถึงแต่ละจุด ก็ต้องนั่งพัก ให้ยีราฟ ลิง สิงโต มันนั่งดูเราหอบแทน (มันคงหัวเราะในใจ .. เป็นไง เหนื่อยไม๊ล่ะ โฮะๆๆๆ)
 
เดินไปได้ 1 ใน 3 ของทางไปดูแพนกวิ้น ก็เริ่มตัดใจ ไม่ไปมันแย้ว … ทันใดนั้นรถพาทัวร์รอบสวนสัตว์ก็ผ่านไป … ฟิ้ว … เกิดตรัสรู้ได้ทันทีว่า …  เออ … ทำไมไม่นั่งรถตั้งแต่แรกฟะ (ถ้างงกรุณากลับไปอ่านความฉลาดน้อยของขจรใน #1) …
 
ว่าแล้วขจรก็โชว์ความฉลาดให้ชาวโลกได้รับรู้อีกครั้ง ด้วยการเดินกลับไปทางเดิม ที่เดินมาแล้วหลายกิโล … เพื่อที่จะไปซื้อบัตรนั่งรถ แล้วก็ขึ้นรถ เพื่อจะไปให้ถึงบ้านแพนกวิ้น … เดินกลับลงมา หอบแฮกๆ ไปซื้อบัตร 20 บาท แล้วก็ขึ้นไปนั่งรถด้วยความเหนื่อย … แต่หารู้ไม่ ว่าจริงๆแล้ว เราสามารถโบกรถตรงจุดไหนก็ได้ แล้วก็สามารถซื้อตั๋วได้บนรถเล๊ยยยย ไม่ต้องเดินกลับมาที่จุดทางเข้าสวนสัตว์ใหม่ก็ได้ … อ่าว .. โง่อีกแล้วครับท่าน
 
แต่ที่ต้องเจ็บใจมากกว่าเดิมขึ้นไปอีก นั่นก็คือ … พอรถนำเที่ยวผ่านไปถึงบ้านแพนกวิ้น ขจรก็เก็บกระเป๋าเตรียมลงทันที … พี่ไกด์ก็พูดผ่านไมค์ว่า … "ต่อไปนะครับ ทางซ้ายมือของเรา นี่คือบ้านแพนกวิ้นนนนน … แต่ครับแต่ … แต่ตอนนี้ ทางสวนสัตว์เรากำลังปิดปรับรุงในส่วนนี้อยู่ ยังไงก็ลองมาดูใหม่ได้ในโอกาสหน้านะคร๊าบบบ … ฮะ ฮะ ฮะ " (เขาหัวเราะส่งท้ายด้วยจริงๆนะ)
 
….. อืมมมม …. ฮึ่มมมมม …. แง่งงงงงงงง …. เซ็งโว้ยยยยยยย
 
ว่าแล้วก็ไปนั่งดูฮิปโป และสัตว์อื่นๆที่แสนน่ารักแก้เซ็ง … ส่วนเย็นๆ ก็ขึ้นไปไหว้พระธาตุดอยสุเทพฯ … ถ้าไม่ได้มาไหว้สักการะที่นี่ ก็คงเหมือนมาไม่ถึงเชียงใหม่สินะ …. เจ๊า
 
กลับบ้าน เท้าระบม … เอาวะ อย่างน้อยก็ได้เห็นแพนด้าสมใจละ … นอนหลับดีกว่า … งั่ม งั่ม งั่ม … คร่อกกกก (เลียนแบบหมีแพนด้า)
Advertisements

วันแรกก็จะโดนซะแล้ว …

September 21, 2005
เชียงใหม่ – 21 / 9 / 2005  – 23.29 น.
 
ด้วยอาการว่างสุดขีด เพราะงานใหม่จะเริ่มก็นู่นเลย วันที่ 3 ตุลา … ว่าแลวก็คว้ากระเป๋า เก็บของ นั่งรถไฟไต้ดินโผล่หัวลำโพงเลย … เดินเข้าไปซื้อตั๋วรถไฟ เป้าหมายคือ … เชียงใหม่ เจ๊า
 
ตื่นเต้นมากเป็นพิเศษ … รถไฟก็ไม่เคยนั่งเอง … ตั๋วก็ไม่เคยซื้อ แล้วรถจะมีรึเปล่าก็ยังไม่รู้ .. รถนอน รถนั่ง แอร์ พัดลม รถด่วน รถพิเศษ รถด่วนพิเศษ อะไรก็ไม่รู้จัก  (แต่ก็น่าสงสัยเหมือนกัน ว่า รถด่วน ,รถพิเศษ กับ รถด่วนพิเศษนี่มันต่างกันยังไงนะ) … รวบรวมความกล้า บวกมั่วเข้าไปซื้อเล๊ยยย … ความซวยเริ่มเกิดเมื่อตอนซื้ออยู่ บอกเจ้าหน้าที่ว่า "ไปเชียงใหม่ รถนอน แอร์ครับ .. เอารอบประมาณ 2 ทุ่ม" …
 
ทันใดนั้นเอง เพลงชาติก็ดังขึ้น (ซื้อตั๋วตอน 6 โมงเย็น) … เจ้าหน้าที่มองหน้า พูดอะไรก็ไม่รู้ ไม่ได้ยินเลย … แถม print ตั๋ว แบมือรับเงินเราอีกตะหาก … อ่าว เจ๊ .. สรุปซื้อให้ผมไปแล้วใช่ไม๊เนี่ย (ถ้าเกิดเจ๊แก print ตั๋วไปปัตตานีทำไงดีเนี่ย) … เลยหลับหูหลับตาจ่ายไป แต่ก็รอด ได้ตั๋วรถนอน รอบ 19.40 มาอย่างที่หวัง … เฮ้อ …
 
รถนอน สบายกว่าที่คิดมาก นอนแบบกลิ้งไปกลิ้งมาสบายๆ … เช้ามีอาหารให้ด้วย (เพิ่ม 90 บาท) … บริการดี ประทับใจ .. แล้ววันหลังจะใช้บริการใหม่นะครับ 
 
8 โมงเช้า ได้รับข่าวดี ว่า น้ำท่วมเชียงใหม่อย่างหนัก รถไฟเข้าไปไม่ได้ .. ต้องลงที่ลำพูน แล้วต่อรถ bus ไปที่เชียงใหม่อีกที (พอถึงลำพูน คนไทยเริ่มลงกัน ฝรั่งทำหน้างงๆกันเป็นแถบ … จนเจ้าหน้าที่ต้องมาเชิญลงอีกที)
 
ขจรอยู่กทม. ฝนตกทุกวัน … ขจรไปได้วันเดียว ได้ยินว่ากทม. อากาศเจ่มใส แดดออกอีกตะหาก ..
ขจรมาเชียงใหม่ น้ำท่วม รถไฟปิด การจราจรติดขัด … อืมๆ … ตัวซวยมาแล้วครับ ชาวเชียงใหม่โปรดทราบ
 
มาวันแรก ได้ฝ่าน้ำท่วมไป office พี่สาว … น้ำขึ้นเลยเข่า ถึงน่องเลย …
แถมตอนเย็นดันไปวางกระเป๋าไว้ที่ central กาดสวนแก้ว แล้วลืม … จนกลับถึงหอแล้วพึ่งรู้สึกตัว … กลับไปห้างอีกที (2 ชั่วโมงผ่านไป) ปรากฏว่า … ว่า … ว่า …
 
กระเป๋ายังอยู่ที่เดิม ไม่มีใครไปขยับมันเล๊ยยย … สงสัยเพราะชาวเชียงใหม่ ใจดีเจ๊า !!
 
พรุ่งนี้จะไปสวนสัตว์เชียงใหม่ซะหน่อย (บางคนบอกไปเยี่ยมญาติเหรอ) … หวังว่าคงไม่พาความซวยไปถึงเจ้าหมีแพนด้าทั้ง 2 นะ
 
ไม่งั้น ขจรคงไม่ได้มีชีวิตกลับกรุงเทพฯแหงมๆ … ฮะๆ
 
 

ฝากไว้ก่อนเหอะ …

September 6, 2005
พระเจ้านี่ก็เก่งนะ … ที่สร้างคนเราได้สมดุลดีเหลือเกิน …
 
เวลาเราทำงานมากๆ ออกกำลังกายมากๆ ใช้พลังงานมากๆ … เรามักจะเหนื่อย และต้องการพักผ่อน …
 
เวลาเราหิว เราจะหมดแรง หมดพลังกาย พลังใจ … แล้วเราก็ต้องกิน ยิ่งกินมาก ยิ่งได้พลังไปสู้ชีวิตต่อไปมาก
 
หรือจะเรียกอีกอย่างว่า คนเรา สุดท้าย ก็ต้องการความพอดีนี่แหล่ะ … อะไรที่มากไป น้อยไป มักจะไม่ค่อยดี …
 
พี่ชายคนนึง เคยเล่าคำสอนของฝรั่งคำนึงให้ฟังว่า … ไม่ว่าเราจะเหนื่อยจากงาน เหนื่อยกับการเดินทาง เหนื่อยกับชีวิต กับความรัก กับเรื่องวุ่นๆทั้งหลายแหล่ … ก่อนที่เราจะเดินก้าวผ่านเข้ามาประตูบ้าน
 
ให้เราเอามือไปแตะที่บานประตูข้างบน ซักทีสองที … เพื่ออะไรน่ะเหรอ … ก็เพื่อขอฝาก .. ฝากความวุ่นวายใจเหล่านั้นไว้ ขอฝากเอาไว้ที่ประตูของบ้าน … เพราะหลังจากเราก้าวผ่านประตูบ้านเข้าไปแล้ว ยังมีครอบครัว ยังมีความรัก ยังมีบ้าน มีชีวิตอิสระ ที่ยังคงเป็นตัวของเราอยู่ …
 
ทำนองว่า .. ถ้ามันหนักมากนัก .. ก็พักเสียเถิด .. ปล่อยวางซะ .. พักผ่อนให้มาก เพราะหลังจากที่เราตื่นนอนแล้ว ยังมีเรื่องต่างๆมากมาย .. รอให้เราสู้ต่อ หลังจากที่เราเดินผ่านที่ประตูห้อง .. ไปแล้ว 

กลับบ้านๆ

September 5, 2005
เย๊ … กลับบ้านแล้ว … กลับขอนแก่นเด้อ …
 
ข้อดีอย่างนึงของการเป็นเด็กต่างจังหวัดคือ ไม่ว่าเวลาเราเครียด เบื่อ เศร้า เซ็ง จุ๊กกรู๊ (แปลว่าอะไร) มาจากเมืองหลวงแค่ไหน ก็ยังมีที่ๆนึงให้เราได้กลับไปพักจายยย อันแซ๊นนนจาอ่อนแอรรรรรร์ (ไซ๊จัดจิงๆ)
 
ขอนแก่นเป็นเมืองที่แปลก … คือไม่มีอาไรให้เที่ยวเลย ไม่มีทะเล ภูเขา สวนสนุก … แต่มีสวนสาธารณะเยอะมากๆ … เยอะผิดเกินเมืองเล็กๆเมืองนึงจะมีนะ … แต่ก็ดีนะ บางทีคนเราจะพักผ่อน ทำไมต้องไปหาอะไรคึกโคมๆ ไปเทค ไปผับ ไปสวนสนุก … บางทีแค่นั่งในสวนสาธารณะ อ่านหนังสือซักเล่มใต้ต้น ก็มีความสุขแล้ว
 
ก็เข้าทำนองที่ว่า … เที่ยวที่ไหน ไม่สุขใจ เท่าบ้านเรา