Archive for July, 2006

มือลอก !!

July 18, 2006
"ถ้ามือลอก หมายถึงจะมีเรื่องได้เงินได้ลาภ (ก้อย)"
 
วันนี้มือซ้ายผมลอกแต่เช้า อาจจะเพราะฤทธิ์ของน้ำผงซักฟอกเมื่อ 2-3 วันก่อนก็เป็นได้
 
เที่ยงๆแวะไปกินข้าวที่ ร.พ. เซนหลุย กินข้าวที่โรงอาหารของโรงบาลมีข้อดีหลายอย่าง ราคาถูก , สะอาดแบบเชื่อใจได้ว่าไม่น่าจะท้องเสียแน่นอน และ ถ้าท้องเสียขึ้นมาจริงๆ สามารถกระดึ๊บไปหาหมอได้ในเวลาไม่เกิน 30 วินาที
ระหว่างที่รอสั่งอาหารอยู่ มีใครคนนึงเรื่องชื่อผมขึ้นมา
"เฮ้ย !! เอ็ม !!"
ชายไทยร่างผอม ผิวดำ ยืนยิ้มฟันขาวจั๊วอยู่ตรงหน้า … ผมใช้เวลาไม่นานก็นึกออกว่าเขาคือเพื่อนเก่าตั้งแต่สมัย ม. ปลาย ชื่อ กิตติวัฒน์ ( นามสมมุติ ) … นายคนนี้เป็นเพื่อนที่ผมไม่เคยลืมเลย จากเหตุการณ์เมื่อตอนนั้น …
 
….  ….
 
ย้อนเวลากลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน กิต เป็นเพื่อนที่ผมไม่ค่อยจะได้สนิทสนมนัก เรารู้จักกันเนื่องจากเป็นเพื่อนในห้อง และก็เล่นบาสอยู่ในทีมกีฬาสีด้วยกัน ภาพกิตที่ผมจำได้ก็คือ กิตเป็นคนหัวดีพอสมควร เวลาที่สอบมักจะได้คะแนนค่อนข้างดี เป็นคนเฮฮา และเป็นที่รักของเพื่อนๆทุกคน
 
คืนหนึ่ง หลังจากที่ผมกลับจากโรงเรียน กินข้าวเย็นและกำลังจะขึ้นไปบนห้องเพื่อพักผ่อนตามประสา มีผู้ชายสองคนมากดกริ่งที่หน้าบ้าน … คนหนึ่งคือเพื่อนที่ผมค่อนข้างสนิทในห้อง ชื่อ โจ้ใหญ่ (นามสมมุติ) ส่วนอีกคนคือนายกิตนี่เอง ทั้งสองคนขี่มอเตอร์ไซด์มาหาผมทำไมนะ ดึกป่านนี้แล้ว
  
"มีอะไรเหรอ" ผมลงมาจากบ้าน เข้ามาถามด้วยหน้าตายิ้มแย้มบวกสงสัย
"เฮ้ย .. เรามีเรื่องอยากขอความช่วยเหลือว่ะเอ็ม" กิตพูดขึ้น
 
หลังจากที่ยืนพูดคุยกันอยู่ราวๆ 10 กว่านาทีได้ ผมก็ได้ทราบข่าวร้ายที่ว่า หอพักของกิตถูกโจรขึ้นห้อง เงินถูกขโมยไปหมด พร้อมกับข้าวของเครื่องใช้ เหลือไว้เพียงเสื้อผ้าที่ยังอยู่ครบ …
 
"มีอะไรที่เราพอจะช่วยนายได้บ้างไม๊" ผมถามด้วยความสงสารในความซวยของเพื่อน
"อืม … คือเราอยากจะขอยืมเงินนายซักพันนึงจะได้ไม๊"
เงินหนึ่งพันสำหรับเด็กมัธยมเมื่อ 10 ปีก่อนไม่ใช่เงินจำนวนน้อยๆเลย แต่ผมก็ตอบไปทันทีที่เพื่อนขอร้อง
"ได้สิ เอาตอนนี้เลยไม๊ แต่เราต้องไปกดเงินที่หน้าหมู่บ้านนะ นายขี่รถพาเราไปหน่อยสิ"
"อื้ม .. ได้ ขอบใจนายมากนะ"
 
ผมวิ่งขึ้นไปเอากระเป๋าสตางค์ที่บ้าน จากนั้นก็ซ้อนรถไปกดเงินที่หน้าหมู่บ้านให้กิตทันทีหนึ่งพันบาท … กิตพาผมมาส่งที่บ้าน ขอบอกขอบใจผมยกใหญ่ ผมไม่พูดอะไรมาก เพียงแต่ถามเพื่อนด้วยความเป็นห่วง ..
 
"พอรึเปล่า … ถ้าไม่พอบอกเราได้นะ"
กิตส่ายหัว ยิ้มให้แล้วบอกขอบใจเรามากที่ช่วยเหลือ ผมเดินขึ้นไปบนบ้านด้วยหน้าตายิ้มแย้ม หลับฝันดีที่ได้ช่วยเพื่อน
 
2-3 วันต่อมา ผมมารู้อีกทีว่า จริงๆแล้วกิตเอาเงินที่ยืมผมไป ไปจ่ายหนี้พนันบอล ที่ติดอยู่จำนวนมาก ไม่ใช่แค่ผมเท่านั้น กิตยังยืมเงินของเพื่อนคนอื่นๆ รวมทั้งอาจารย์อีกด้วย มีเพียงผมคนเดียวที่ไม่รู้เลยว่ากิตมาขอยืมเงินไปทำไม … ไม่นาน กิตต้องออกจากโรงเรียน เมื่อทางโรงเรียนเรียกผู้ปกครองมาพบ กิตกลับไปเรียนโรงเรียนไกล้ๆกับพ่อแม่ โดยที่ไม่ได้คืนเงินเพื่อนๆที่ยืมไปเลย …
 
ผมไม่เสียดายกับเงินที่เสียไป แต่เซ็งนิดๆที่โดนต้มจนสุก แถมประโยคสุดท้ายที่ผมพูด ยังกลายเป็น joke เด็ดของเพื่อนๆเวลาพูดถึงกิต …
"พอรึเปล่า … ถ้าไม่พอบอกเราได้น๊าาาา …. ก๊ากกกก กั่กๆๆๆๆๆ เพื่อนๆเฮฮา ในความซื่อ(+บื้อ) ของผม
 
………………..
 
ตัดภาพกลับมาที่โรงอาหาร ผมยืนคุยกับเพื่อนคนนี้อยู่สักพัก จนทราบว่าปัจจุบันเค้าได้ทำงานที่รพ.นี้ มีงานที่ดี ชีวิตที่ดีขึ้นกว่าก่อน ผมไม่อยากจะพูดถึงเรื่องเงิน เพราะตอนนี้มันกลายเป็นเพียงเรื่องขำ ขำ เวลาผมนึกถึงสมัยก่อนๆ
 
ผมยืนคุยกับกิตซักพัก กิตก็ขอตัวไปทำงานต่อ ผมยิ้มแย้มบอกเพื่อนให้โชคดี …
ไม่ทันขาดคำ กิตควักกระเป๋าเงินขึ้นมา หยิบแบงก์ 1 พันบาท แล้วยื่นมาให้ผม
"อ๊ะ .. พอดีเลย … นายเป็นคนสุดท้ายละ ที่เราจะได้คืนเงินเพื่อนๆ"
ผมเคยได้ยินมาเหมือนกันว่า กิตพยายามคืนเงินเพื่อนๆทุกคนที่เคยยืมไปเมื่อสมัยก่อน และผมก็เป็นคนสุดท้าย ที่กิตจะได้คืนเงินที่ยืมไป และจะได้หมดความรู้สึกผิดที่เคยหลอกเพื่อนๆเสียที
ผมยิ้มรับน้ำใจของเพื่อน "อื้ม … หวังว่านายคงจะเลิกได้แล้วนะ"
"แน่นอนเพื่อน .. เอ่อ ไม่มีดอกเบี้ย ไม่ว่ากันนะ" กิตตอบแบบยิ้มๆ
"ไม่เป็นไร … ขอให้โชคดีเพื่อน"
 
… กิตเดินจากไป … ผมเหลือบดูแบงก์หนึ่งพันบาทใบใหม่ในมือ เป็นแบงก์พันที่ขำ ที่สุดในชีวิตที่เคยเห็นมา
 
ผมเอามือไปดึงหนังกำพร้าบนมือซ้ายที่ลอกๆเมื่อเช้า … นึกในใจ ถ้ามันลอกต่อไปอีกนานๆก็คงจะดีไม่น้อยเลยนะเนี่ย
 
Advertisements

ผิดซะบ้างก็ดี

July 4, 2006
 
ผมเป็นคนชอบอ่านหนังสือ … ชอบอ่านในทุกๆเวลาที่มีเวลาให้อ่าน ประมาณว่าไม่อยากให้เวลาเสียเปล่าก็เลยหาอะไรมาอ่านเล่น จนติดเป็นนิสัย
 
สามสี่วันก่อนไปซื้อนิตยสารเล่มนึง ที่ชื่อ สารกระตุ้น … ที่ซื้อเพราะมีพี่โน้ต อุดม ขวัญใจมาขึ้นปก ก็เลย อ๊ะ ลองซื้อมาอ่านดูดีกว่า
 
ในหนังสือมีอยู่หลายบทความ หลายบทสัมภาษณ์ที่น่าสนใจ แต่ไปสะดุดกับเรื่องราวของ ฟักกลิ้งฮีโร่ นักร้องนำวงสิงห์เหนือเสือใต้  ที่ชีวิตทุลักทุเลเหลือเกินกว่าจะได้มาเป็นนักร้องอย่างทุกวันนี้
 
จากเด็กบ้านนอกคนนึงที่ชอบเพลงฮิพฮอปเป็นชีวิตจิตใจ ไม่มีเงินจะเรียน สอบเอ็นไม่ติด ไม่เคยเข้ามาแม้แต่เมืองกรุงเทพฯ … วันนึง ได้ยินว่า Joeyboy จะไปอัดรายการเกมส์ฮอต ที่ช่อง 7 … คว้าเงินก้อนนิดที่มีอยู่ นั่งรถเมล์เข้ากทม. เป็นครั้งแรก  ไม่รู้ว่าช่อง 7 อยู่ไหน ไม่รู้แม้กระทั่งว่าหมอชิตไปยังไง จนเลยเวลารายการจบไปนานแล้วค่อยไปถึงสถานี … แต่โชคดี Joeyboy เดินออกมาพอดี กระโดดเข้าไปหา ร้องห่มร้องไห้  อดทนลำบากมาหา เพียงเพื่อเอาเทป demo ไปให้ joeyboy ลองฟังดู ไม่รู้ว่าจะชอบรึเปล่า แต่ก็พยายาม …
 
ไม่ใช่แค่นั้น … ระหว่างทำเทป ไม่มีเงินต้องไปแจกใบปลิวทั้งวัน ได้เงินมานิดหน่อยก็ต้องเก็บทุกบาท เคยถึงขนาดไม่มีเงินกินข้าว 3 วันเต็มๆ …
 
"ผมว่า สำหรับวัยรุ่นเนี่ย บางทีก็ควรจะได้ทำอะไรที่มันผิดพลาดซะบ้าง … เพราะเราจะจำมันและไม่ทำมันผิดอีกไปตลอดชีวิต"
 
"ผมเคยไม่มีข้าวกินตั้ง 3 วัน … คนตัวใหญ่ๆเวลาไม่มีอะไรกิน ท้องมันร้อง มันกัด มันทรมาณ … ตั้งแต่นั้นมาผมไม่เคยกินข้าวเหลืออีกเลย แปลกนะ เรามักจะจำเวลาที่เราเคยลำบาก เคยหิว เคยทะมาณ … เราจะจำความรู้สึกตอนนั้นได้ แต่เรากลับชอบลืมความรู้สึกเวลาเราอิ่ม อาหารเต็มท้องไปหมด"
 
"คนเรามักจะเรียนรู้จากความผิดพลาด และความยากลำบาก" … ชอบจัง … เขียนคำนี้แปะไว้ที่โต๊ะทำงานเลย
 
ถ้าซักวันเราทำอะไรผิดพลาดขึ้นมา … อย่างน้อยมันก็ทำให้เราได้รู้ว่า เราจะจำมันไว้ และจะไม่ยอมให้มันผิดพลาดอีกเป็นครั้งที่ 2