Archive for August, 2007

ชีวิตหลังบวช (2 เดือน)

August 31, 2007
ความตั้งใจแรกหลังจากที่สึกออกมาแล้วก็คือจะเอา Diary ที่เขียนมาตลอด 34 วันมา post ใน blog เอาไว้อ่านยามแก่ .. แต่ท่าทางจะต้องล้มเลิกไปซะแล้วเพราะกว่าจะพิมพ์หมด 1 วันก็ใช้เวลานานมากๆ .. เลยอยากสรุปไว้ใน blog เดียวเลยดีกว่า
 
สิ่งที่ดีที่สุดที่ได้เรียนรู้จาก 34 วันภายใต้ผ้าเหลืองก็คือการที่ได้รู้ตัวเองว่า จริงๆแล้วเราบวชไปเพื่ออะไร .. การจะเป็นพระที่ดี ไม่ใช่แค่หาผู้ชายซักคนที่สามารถตื่นตี 4 ได้ สวดมนต์ได้ กวาดลานวัดได้ เดินถอดรองเท้าบิณฑบาตรได้ … พระไม่ได้ต้องการแค่การปฏิบัตรหรือทำหน้าที่ แต่ที่มากกว่านั้นคือเรื่องของใจล้วนๆ … ภายใต้ศีลสองร้อยกว่าข้อหากเราไม่มีใจที่หนักแน่นพอ ใจที่อยากจะเป็นพระที่ดีพอ มันก็จะทำให้เราอยู่ได้ไม่นาน
 
เรื่องการทำบุญก็อีกอย่างนึง .. แต่ก่อนเราชบคิดว่า วันนี้รู้สึกไม่ดี วันนี้เป็นวันพิเศษ เอ้า เข้าวัดไปทำบุญกันซะหน่อยละกัน จะได้บุญกันเยอะๆ .. พอกลับมาจากวัดก็กลับสู่สภาพเดิม เป็นตัวเราเหมือนเดิม ยังกินเหล้า ฆ่าสัตว์เหมือนเดิม .. อย่างนี้เรียกว่าไม่ได้บุญอะไรเลย .. การทำบุญไม่ได้อยู่ที่การปฎิบัติตอนไปวัด หรือจำนวนของที่เราทำบุญไป .. แต่อยู่ที่ตัวเราหลังจากนั้นมากกว่า ที่จะทำตัวเป็นคนดี เหมือนที่ตั้งใจไปทำความดีที่วัดได้มากน้อยแค่ไหน
 
ผ่านมา 2 เดือนแล้วก็ใจหายเหมือนกัน เพราะชีวิตนี้คงไม่ได้บวชอีกแล้ว ก็ได้แต่เก็บเอาความทรงจำดีๆ ความสุขที่ได้ทำให้คนรอบข้างมีความสุข ได้เห็นหลายต่อหลายคนเข้าวัดกันเป็นประจำ (ถึงแม้จะเป็นช่วงเวลานึงก็เหอะ) … ยังจำคำที่หลวงพ่อสอนในวันสุดท้ายของการเป็นพระได้อยู่เสมอๆ …
 
"กลับไปแล้ว อย่าได้ลืมเอาสิ่งดีๆ ที่ได้มา ไปใช้ในชีวิต .. พระไม่ได้อยู่ที่กาย แต่อยู่ที่ใจเรา .. "
 
 
 
 
 

บวชวันที่ ๓ – ศึกษาพระไตรปิฎกที่พระธาตุ

August 1, 2007

วันอาทิตย์ที่ ๑๓
พฤษภาคม ๑๔๔๐

 
วันนี้ฝนไม่ตก
พระใหม่ทั้ง ๓ รูปจึงต้องตื่นตั้งแต่ตี ๔ เพื่อมาฝึกสมาธิ โดยการเินจงกลม
มีหลวงพี่อิงเป็นผู้นำเดินรอบพระธาตุ เป็นเช้าที่ง่วงกว่าทุกวัน
คงเพราะเมื่อคืนนี้นอนกันดึก ช่วงเดินมีแอบหลับด้วย …
ก็แปลกใจว่าเดินไปหลับไปได้ยังไง แต่ก็เป็นไปแล้ว

บิณฑบาตรวันนี้ได้น้อยกว่าเมื่อวานมาก
แต่ถึงจะน้อยก็ยังเต็มบาตรกันทุกรูปชนิดฉันกันไม่หมดเลยทีเดียว

ทำวัตรเสร็จ พากัันไปช่วยยกระฆังหน้าพระธาตุ
แต่หนักเกินกว่าที่พระ ๕ รูปจะแบกไหว เลยต้องเป็นภาระให้ฆราวาสแถวนั้นจัดการ …
เมื่อว่างก็เลยไปนอน แต่ไม่นานก็มีโยมพี่ยา
เป็นพนักเก่าแก่ที่ปั้มนำอาหารเพลมาถวาย ถึงโยมพ่อจะไปญี่ปุ่น
แต่ก็ฝากให้คนในปั้มนำเพลมาถวาย ดีจัง … วันนี้ได้กินพะโล้สมชื่ออีกแล้ว

ที่วัดมีรถขายหนังสือพิมพ์ผ่านทุกเที่ยง
เลยได้ซื้อซอคเกอร์มาอ่านทุกวัน วันนี้ดีใจมากที่ได้เห็นภาพทีมแมนยูฯได้ถ้วยแชมป์
ที่ไม่ได้มานาน ๓ ปีแล้ว … ไว้จะทำบุญไปเผื่อแผ่ท่านเซอร์และลูกทีมด้วยนะ

บ่ายว่างมากเลยออกมาซื้อยาข้างนอกแป๊บนึง
เป็นครั้งแรกที่ออกจากวัดด้วยตัวเอง พอดีฝากโยมพ่อซื้อแล้วลืม โยมพี่ยาก็ซื้อมาผิด
เลยซื้อเองดีกว่า เป็นยาฆ่าเชื้อในผิวหนัง เคยเป็นที่เท้ามานานแล้ว
แต่เป็นพระต้องเดินเท้าเปล่าบ่อย บวกกับเป็นหน้่าฝนเลยกลับมาเป็นอีก

เดินไปกลับไม่นาน
แต่ร้อน พึ่งรู้ว่าเวลาไม่มีผมแล้วโดนแดดจะแสบมากขนาดนี้
นี่เองที่ว่าทุกอย่างที่เกิดมาในโลกใบนี้ ย่อมมีประโยชน์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

ขึ้นไปอ่านศึกษาพระไตรปิฎกที่ชั้น
๖ ของพระธาตุ ที่นี่มีตู้พระไตรปิฎกครบชุด กะว่าจะมาอ่านนานแล้ว ไม่มีโอกาสเสียที
แล้วก็ถือโอกาสดีนั่งเขียนไดอารีไปด้วย

ระหว่างที่นั่งอ่านนั่งเขียนก็มีฆราวาสขึ้นมาเป็นระยะๆ
ไม่คิดว่าจะมาถึงชั้น ๖ แล้วจะมีคนขึ้นมาถึงนะเนี่ย แต่ก็ยังมีมาเรื่อยๆ
แถมส่วนใหญ่ยังเป็นผู็สูงอายุ แต่พอดีช่วงนี้มีการปิดทองที่ยอดชั้น ๗-๘-๙
ก็เลยมีการปิดล้อมชั้นบนๆไว้ วิวเลยไม่สวยเท่าไหร่นัก

พึ่งเคยอ่านพระไตรปิฎกจริงๆครั้งแรก
เล่มที่อ่านเป็นฉบับสังคายนา สมัย ๒๕๓๐ อ่านดูแล้วเลยรู้ว่าทำขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองวาระที่ในหลวงทรงครบ
๕ รอบพอดี … พระไตรปิฎกจริงๆเป็นภาษาบาลี แต่เรามีการสังคายนา (แปล)
เป็นภาษาไทยตั้งแต่สมัยอยุธยาแล้ว และก็มีการสังคายนาเรื่อยมา

ทีแรกคิดว่าน่าจะอ่านยากและน่าเบื่อ
แต่จริงๆแล้วอ่านสนุกกว่าที่ึคิดเยอะเลย เป็นเรื่องราวสอนใจมากมาย
ถึงแม้จะมีศัพท์บาลีที่ไม่เข้าใจเกือบ ๓๐
% แต่ก็น่าศึกษาดีเหมือนกัน … อ่านแค่เล่ม ๑ ได้ไม่นาน ก็ไปเจอเรื่องข้อห้ามเรื่องอาบัติต่างๆ
โดยเฉพาะศีลข้อ ๓ ไม่น่าเชื่อว่าพระไตรปิฎกจะระบุละเอียดทุกขั้นตอน ทุกท่าทาง
มีเคสเป็นตัวอย่างให้ดูด้วย โอโห
! ท่านคิดได้รอบคอบ
รอบด้านมากๆเลย

อย่างเช่น
ถ้าพระเกิดไปโดนข่มขืนระหว่างที่หลับอยู่ ไม่รู้เรื่อง
พอตื่นขึ้นมาจะอาบัติรึเปล่า .. อืม .. น่าคิด .. แต่ก็บัญญัติไว้คือไม่อาบัติ
แต่ถ้าถูกข่มขืนแล้วมีช่วงใดที่เรารู้สึกดีด้วย จะถือว่าอาบัติ …
แล้วยังมีอีกเยอะแยะเป็นร้อยหน้าเฉพาะเรื่องนี้เรื่องเดียว
(สงสัยเป็นไฮไลท์เลยเอามาไว้เล่ม ๑)

 

บ่าย ๔.๓๐
มีคนงานมาปิดประตูที่พระธาตุ เลยลงมา กลับที่กุฏิ ปรากฏว่าไม่มีใครอยู่เลย
เลยเดินรอบๆวัด ไปเจอหลวงพี่อิงแอนเดอะแก๊งออกมาจากศาลาวัด
ถามได้ความว่าเข้าไปช่วยกันเก็บกล่องพระกัน ท่าทางเหนื่อยกันมาก
น่าเสียดายไม่ได้มาช่วยเลย

เย็นทำวัตรเดินจงกลมในโบสท์
นั่งสมาธิ วันนี้ก็ยังไอและไม่มีสมาธิเหมือนเดิม กลับมาที่กุฏิ
ได้ข่าวดีว่าน้ำที่กุฏิไม่ไหล .. แล้วจะสรงน้ำกันอย่างไรนี่ …
ไม่นานหลวงพี่หมึกซึ่งเป็นพระใหม่เหมือนกัน แต่บวชก่อนเราหลายเดือน เดินผ่านมา
เลยขอไปสรงน้ำที่กุฎิหลวงพี่หมึกกัน ยกพวกกันไป ๔ รูป

กุฎิหลวงพี่หมึกเรียกกันว่าตำหนัก
เพราะเคยเป็นที่พักของท่านเจ้าอาวาส และมีพระที่มียยสระดับสมเด็จหลายท่านมาพัก
จึงเรียกกันว่า ตำหนัก

ที่นี่มีทุกอย่างที่กุฎิเราไม่มี
ไม่ว่าจะเป็น ทีวี , วิทยุ , ตู้เย็น , แอร์ก็มีนะ แต่จะอยู่ในห้องรับรอง …
ที่สำคัญคือห้องน้ำดีมากๆ แต่ถึงจะดียังไงก็ยังดูสกปรกอยู่ดี
(ไม่รู้ว่าทำไมห้องน้ำในวัดถึงเป็นแบบเดียวกันหมดเลยนะ .. คือไม่สะอาดซักที)

อาบน้ำเสร็จนั่งคุยกับหลวงพี่ดาวที่พักที่นี่เหมือนกัน
ช่วงนี้หลวงพี่ดาวต้องท่องบทสวดหนัก เพราะบวชแค่ ๗ วัน เดี๋ยวต้องไปเทศน์ที่บ่าน
แล้ววันสึกก็ต้องท่องอีก ๒ หน้ากระดาษ (ข้อเสียของคนบวชน้อยวันก็อย่างนี้นี่เอง)

วันนี้เขียนได้ยาวมากเลย
.. ชีวิตการบวชมีอะไรให้จดจำและเรียนรู้มากกว่าที่คิดเยอะ
ถึงจะไม่ได้สนุกเหมือนลูกเสือ เหนื่อยแบบ ร.ด. รึท้าทายแบบ
สตาร์ฟเชียร์ที่ลาดกระบัง แต่ก็ได้ความทรงจำที่มีค่ามากๆเลยในชีวิต …

พระดิวบอกว่าจดไว้เยอะๆก็ดี
เพราะหลังๆจะไม่มีอะไรให้จดมากนัก กิจก็จะคล้ายๆเดิมไปทุกวันๆ ..
แต่เราก็จะพยายามเขียนไปเรื่อยๆให้มากที่สุดล่ะนะ เท่าที่เวลาจะมี (ถ้าได้เอาลง
บล็อก ก็คงดี แต่คงนั่งพิมพ์จนมือหงิกเลย)

ก่อนนอนวันนี้โทรหาโยมเชอรี่
จริงๆตั้งใจว่าจะไม่ใช้โทรศัพท์แต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้
และก็เห็นว่าโทรมาหาช่วงบ่ายๆแต่ไม่ได้รับ …
น้ำเสียงของโยมเชอรี่ดูดีใจที่เราโทรมา แต่ก็เกร็งๆเพราะไม่รู้จะพูดกันยังไง
จากคำพูดแบบแฟนกันมาเป็นแบบพระกับฆราวาส มันก็คงมีความห่างมากกว่าเดิมเยอะ

คุยไปคุยมา
พอถามว่าเหงาไม๊ โยมเชอรี่ก็บอกเสียงสั่นว่าไม่เหงา แล้วก็ร้องไห้ใหญ่เลย ..
อยากจะร้องไห้ด้วยแต่ก็ต้องอดทนก้าวมาแล้วก็ต้องก้าวต่อไปให้ดีที่สุด ..
ไม่รู้จะปลอบยังไง เลยเอาบทสวดให้พรที่จดใส่ไดอารีตั้งแต่วันแรก (อภิวา..)
ถึงจะไม่เกี่ยวอะไรมากนักเพราะเป็นบทให้อวยพร ให้สุขภาพดี แข็งแรง …
แต่ก็เป็นบทเดียวที่ท่องได้ตอนนี้ และก็อยากให้ด้วยใจ
ถึงแม้ต้อนนี้จะไม่ได้อยู่ดูแล แต่ก็อยากให้เข้มแข็งทั้งกาย … และก็จิตใจนะ


พระเอ็ม – ขนฺติพโล