ช่วยด๊วย !! ผมติดอยู่ในลิฟท์ตอนไฟดับ

January 24, 2008
ได้ขวัญผวาอีกแล้วครับ เช้าวันนี้ (24/1/2551)
ผมก็ลงมาขึ้นรถตู้ด้วยความสบายใจตามปกติ แต่ปรากฏว่าไปไม่ทันรอบ 8.30
เลยตัดใจว่าจะขับรถไปทำงานแทน
ว่าแล้วก็นึกขึ้นได้ว่าลืมบัตรจอดรถไว้ที่ห้อง
เลยเดินกลับไปที่ตึกเพื่อขึ้นลิฟท์ .. (ไม่น่ากลับไปเลย ให้ตายสิ)

กดชั้น 4 ขึ้นลิฟท์ไปคนเดียว ดูปกติ ไม่น่าจะมีอะไร แต่แล้วก็มีเรื่องตื่นเต้นเกิดขึ้น !! เมื่อพอลิฟท์ขึ้นไปได้ชั้น 3 กว่าๆ ไฟก็เกิดดับ !!  .. ลิฟท์ชะงัก ไฟข้างในดับหมด มองไม่เห็นอะไรเลย ตัวลิฟท์แกว่งไปมาซ้ายขวาอยู่พักใหญ่ !! นาทีนั้นตกใจมากๆ นึกในใจ "ซวยแล้วตู"



ตั้ง
สติได้ รีบไปกดออดขอความช่วยเหลือ แต่เวรกรรม มองไม่เห็นอะไรเลย ..
โชคดีซักพักไฟฉุกเฉินทำงานแบบสลัวๆ เลยกดออดไปครั้งนึง ..
เกิดมาก็เคยแต่เห็นเจ้าปุ่มฉุกเฉินนี้ในลิฟท์
ไม่เคยคิดเล๊ยว่าวันนึงจะได้มากดเอง .. กดอยู่หลายนาที เสียงออดดังมาก
แต่เหมือนไม่มีใครได้ยิน …

ภาพ
หนังยอดฮิตก็ประดังเข้ามาในสมอง (ไม่น่าชอบดูหนังเลยตู) .. Die Hard ,
Speed , หนังเฉินหลง ที่สายลิฟท์มันต้องขาดแล้วตกลงไปก็ลอยมาไม่หยุด ..
อ๊ากกก ตายแน่ๆๆๆๆ … กดดูมือถือ อ้าว !! Dtac ไม่มีคลื่น
(ไม่รู้ว่าทำไมคลื่น Dtac ที่นี่ถึงอ่อนนัก) ..
ว่าแล้วก็ระดมจิ้มออดไม่ยั้ง .. ช่วยด๊วยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย

อยู่ในสภาพแบบนั้นประมาณ 10 กว่านาทีได้ .. เสียงสวรรค์ก็ดังเมื่อมีคนเคาะลิฟท์มาจากข้างนอก เป็นเสียงแม่บ้าน
"มีใครอยู่ไม๊ค๊า"
"มี (โว้ย) ค๊าบบบบบบ … เอาผมออกไปที"
"ได้
ค่ะ รอซักครู่นะคะ ไฟดับ เรากำลังรีบแก้ไขอยู่ค่า … (เสียงเบาลง
สงสัยคงหันไปตะโกนเรียกช่าง) เจอแล่วๆ อีช่าง มาแม๊ๆ ชั้น 4 ๆ มาซวยแน"

รอ
อีกหลายนาทีกว่า ก็มีเสียงกุกกักอยู่ข้างนอก ..
เข้าใจว่าเจ้าหน้าที่กำลังต่อสู้แงะลิฟท์ช่วยผู้ประสบภัยออกมา … และแล้ว
นาทีที่แสงสว่างสอดแสงออกมาจากข้างนอกก็มาถึง ภาพเหมือนในหนังเลยคับ ..
เจ้าหน้าที่ยื่นมือออกมาดึงผมขึ้น (ลิฟท์ไปได้ครึ่งชั้น) ..
ส่วนพระเอกของเรื่องทำหน้าเหมือนรอดตายหวุดหวิด ขนหัวลุกไม่หาย …

รอด
ออกมาได้ ตั้งสติถามเจ้าหน้าที่ว่าไม่ได้ยินเสียงออดเหรอไง (วะ) คับ …
ทั้ง 3 คนตอบเหมือนกันว่าได้ยิน แต่พอตะโกนไปที่ไมค์แล้วผมไม่ยอมตอบกลับ
.. ผมเลยบอกว่ามันคงเสียแล้วครับ ผมไม่ได้ยินเสียง (เจี๊ย) อะไรเลย ..
เค้าก็บอกว่าคิดเหมือนกัน เลยไล่เคาะทีละตัวทุกชั้น จนมาถึงชั้น 4
เลยได้ยินเสียงตอบกลับ

ว่าแล้วเลยบ่นว่าให้ตรวจสอบหน่อยนะพี่
ทำไมมันไม่มีเสียง นี่ยังดีนะที่ผมอยู่ตึก A เสียงออดมันใกล้ๆนิติฯ ..
เกิดผมอยู่ตึกห่างออกไปแล้วไม่มีใครได้ยินจะทำยังไง …
ยังดีเจ้าหน้าที่เหมือนจะสำนึกผิด รับปากจะตรวจสอบเต็มที่
เลยสบายใจขึ้นหน่อย

ประชุมกรรมการคราวหน้ามีเรื่องให้โวยอีกแล้ว -____- "

Review Year 2007

January 21, 2008
ขอสรุปเหตุการณ์มากมายที่เกิดขึ้น ปีที่แล้วไว้ซัก post นึงละกัน เผื่อลืม อิๆ

:: January ::
– ไปดูคอนเสิร์ตคีตาร์ รำลึกความหลังเก่าแก่ (มาก) .. ได้เห็นแอนเดรีย ฝันดีฝันเด่น ทีเสกิร์ต อ้อม เฉลียง ฯลฯ คุ้มค่าสุดๆ

:: Febuary ::

14 กุมพาพันธ์ .. ตื่นตี 5 ครึ่ง เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี
มุ่งตรงสู่ที่ๆไม่เคยไปมาก่อนอย่างปากคลองตลาด
ไม่ต้องบอกก็รู้เน๊อะว่าไปซื้ออะไร ^__^  .. ตกเย็นไปกิน Oishi Grand
กินกุ้งเป็นสิบๆตัวเลย อร่อยมากๆ
– ตรุษจีน
ปีนี้กลับไปไหว้ป๊าม๊าเช่นเคย ให้อั่งเปาหนักกว่าทุกปี
เห็นป๊ายิ้มแล้วก็ดีใจ นึกถึงสมัยเด็กตอนที่ได้อั่งเปาก็อดตื่นเต้นไม่ได้
ทุกที

:: March ::

ผู้หลักผู้ใหญ่มาจากอังกฤษ ไม่มีอะไรมากนอกจากต้อนคนไปนั่งฟัง
ไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกันว่าทำไม present ของผู้ใหญ่มากๆ ยิ่งดูยิ่งง่วงทุกที

ผู้ใหญ่กลับไป พร้อมข่าวใหญ่แห่งปี
เมื่อบริษัทอันเป็นที่รักถูกซื้อกิจการแล้วเจ้าค่า …
ภาพตอนเดินถือกล่องไปเก็บข้าวของสมัยอยู่บริษัทเก่าตามมาหลอกหลอนอีกครั้ง
… หึๆๆๆ

:: April ::
– เดือนแห่งการท่องเที่ยว เริ่มจากไปเที่ยวเกาะล้านกับเพื่อนๆรอบแรก พักอยู่ที่เกาะเลย บรรยากาศ วืดหวึ๋ย ได้อารมณ์สุดๆ
– กลับมาจากเกาะ ต้องรีบวิ่งไป BNH เพราะหลานชายคนแรกกำลังจะลืมตาดูโลก และแล้วเราก็ได้เจี่ยรุ่นที่ 3 ชื่อน้องจีโน่ (อ้วนมาก)
– กลับบ้านไปเล่นสงกรานต์ แล้วก็มากทม.พร้อมด้วยเดินทางไปเกาะล้านอีกครั้งนึง (อะไรจะไปบ่อยขนาดนั้น)
– สิ้นเดือนพาม๊าไปเที่ยว Ocean World ที่พารากอน ข้างในก็สวยดี แต่เราคงหมดวัยจะตื่นเต้นกับบรรดาสัตว์แล้ว ล่ะมั้ง

:: May ::
– เปิด Course สอนเขียนโปรแกรมที่บริษัท ก่อนจะลาไปปฎิบัติธรรม 1 เดือนกว่าๆ

11 พฤษภาคม ก็ถึงวันที่ได้ปลงผมและบวชเพื่อตอบแทนคุณพ่อแม่เสียที
ได้ฉายาวัน ขันติพโล .. แถวบ้านชอบเรียก ขันติพะโล้
(แปลว่าชายผู้ชอบกินพะโล้เป็นนิจ)


:: June ::

วันเกิดปีนี้พิเศษสุดๆคือมีพ่อแม่ ญาติๆ มากมายมาร่วมงานด้วย
เพราะถือโอกาสทำบุญครั้งใหญ่ที่ปั้ม ได้มาเทศน์ให้ที่บ้านฟัง
ก็ได้อารมณ์แปลกๆไปอีกแบบนึง แต่ก็ดีใจที่ได้ทำให้ป๊ากะม๊ามีความสุข
(แอบเห็นท่านแม่น้ำตาไหลด้วย)
– 34 วันในการบวช ก็จดบันทึกเอาไว้ทุกวัน
เป็นประสบการณ์ที่จะไม่มีวันลืมเลย ..
และแล้วก็สึกกลับสู่ชีวิตปกติอีกครั้ง วันที่ 15 มิถุนายน

:: July ::
– กลับมาทำงานอีกครั้ง ทุกคนดูจะยังไม่ชินกับทรงผมใหม่ (ที่ไม่มีผม)

เยี่ยมเยียนลาดกระบังอีกครั้งเป็นประจำทุกปีกับงาน Last Cheer ..
ปีนี้น้องรุ่น 46 ได้เพลงเทคโนบันเทิง ..
เห็นพี่บอลไปยืนข้างหน้าแล้วได้บรรยากาศเก่าๆ นึกถึงสมัยเชียร์ชมัดเลย
– ไปเที่ยว Dream World รอบที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้
– ในที่สุดคอนโดที่รอมานานแสนนานก็ได้ฤกษ์โอนเสียที แต่ยังไม่ได้เข้าอยู่เพราะต้องขนของกันอีกบาน
– เจอพี่โน๊ตอีกแล้ว เจอกันทุกปีเลยนะพี่ คราวนี้ไปดูละครเวทีเรื่องชายกลาง พี่โน๊ตยังคงเป็นพี่โน๊ตอยู่เสมอ สุดยอดครับพี่

:: August ::

วันแม่ก็เหมือนเช่นปีก่อนๆที่ปีนี้พอกันไปเที่ยวทั้งครอบครัวที่ชลบุรี
พิเศษหน่อยตรงที่มีสมาชิกเพิ่มมาอีก 1 คน คือจีโน่ตัว(ไม่)น้อยนี่เอง
– ขับรถล่องใต้ออกไปเที่ยวเองครั้งแรกที่ปราณบุรี ณ บ้านปราณรีสอร์ท .. อาหารทะเลอร่อย วิวสวย เหนื่อยสะใจ .. แล้ววันหลังจะกลับมาอีก


:: September ::
– เริ่มย้ายงานเข้าสู่ทีมใหม่ชื่อน่ารัก CFETS ด้วยสัญญายืมตัวชั่วคราว 3 เดือน (แต่ปัจจุบันยังคงวนเวียนทำงานอยู่)
– อภิมหากาฬประชุมบ้าเลือด 3 อาทิตย์ ไม่ได้หยุดหย่อน แถมเป็นภาษาอังกฤษล้วนๆ .. กลับบ้านยังเก็บไปเอาประชุมต่อในฝัน คิดดู !!

:: October ::
– iPhone มาแล้วววววววววววววววววววววววววววววววววววววว
– ไปเที่ยวบ้านพัก Reuters ที่จองยากโคตร (จองมา 2 ปีแล้วพึ่งจะได้)

:: November ::
– เจี่ยรุ่นที่ 3 ตามมาติดๆคนที่ 2 คือน้องจิงจิง (ชอบชื่อนี้มากๆ) เกิดวันที่ 3 ตัวเล็กกว่าหมูนิดนึง แต่ก็น่ารั๊กน่าชมมากๆ

วันเกิดเชอรี่ ปีนี้ไม่มีอะไรพิเศษ พาไปเยี่ยมหลานๆ กินเค้ก
ไปต่อที่ร้านบุรีธารา อาหารอร่อยพร้อมนั่งโต๊ะใกล้ๆโดบังชิงกิอีกตะหาก
(มีเสียงกรี๊ดให้ฟังเล่นทุก 30 วินาที)
– ท้ายเดือนไปเที่ยวประจำปีกับที่แผนก ปีนี้ไประยอง (อีกแล้ว) ก็สนุกมาก เมาหัวทิ่มกันตามระเบียบ

ลอยกระทงมาราธอน เพราะเดินตั้งแต่หลังวัดพระแก้ว ผ่านธรรมศาสตร์
ไปถึงสะพาน แล้วก็เดินกลับมาจนถึงม.ธรรมศาสตร์
ไปจบด้วยนั่งดูบอลที่ข้าวสาร .. เซ็ง แมนยูแพ้


:: December ::

– เข้าอยู่คอนโดเต็มตัวแล้น
– ดูหนังม้วนเดิมอีกปี เมื่อสุดยอดทีมแห่งยุคออกไปถล่มนกเป็ดน้ำคาบ้าน 1-0 .. ก๊ากกกกกกกกกกกกกกก
– รับงานถ่ายรูปรับปริญญาเป็นครั้งแรก ให้น้องเล็ก .. ได้ฝึกฝีมือดี แต่ไม่ได้ตังค์ -_-"

ท้ายปีกลับบ้านปีใหม่ ปีนี้อยู่ Countdown กับวัยรุ่นอายุ 60
ที่ยืนหาวหวอดๆอยู่ข้างๆ
แต่อยากจะดูพรุปีใหม่เลยทนตาตั้งอยู่ได้จนเที่ยงคืน น่าปรบมือให้จริงๆ
พ่อใครเนี่ย (ฮา)

Wifi Everywhere

January 15, 2008
ตั้งแต่ใช้ไอโฟนมาหลายเดือน
สิ่งนึงที่ชอบทำจนติดเป็นนิสัยคือกดเช็คดูว่าที่นี่ ที่นั่นมี wifi
ให้ใช้รึเปล่า ก็ไม่ใช่อะไรคือพยายามจะหาที่ๆมี wifi ให้ใช้ฟรีนั่นเอง

อย่างที่ขอนแก่นนี่ไม่น่าเชื่อว่าจะมีให้ใช้กันแบบฟรีๆหลายที่มากๆ
ไม่ว่าจะเป็นในมหาลัย โรงเรียน หรือแม้แต่ห้าง(ตึกคอม) ที่ให้ใช้ wifi
กันฟรีๆเลยทั้งห้าง !! .. สุดยอด .. แต่พอกลับมากรุงเทพฯนี่
รู้สึกจะหาร้านใจดีให้เล่นฟรีนี่ยากเหลือเกิน ..
แต่ที่ใช้บริการบ่อยสุดๆก็คงจะเป็นที่ Mc Donalds นี่แหล่ะ (ใช้ฟรีๆเลย
แนะนำๆ)

อ้อ ..
เดือนก่อนมีภาพประทับใจมากตอนไปเที่ยวเล่นแถวมหาสารคาม
ไปเจอร้านอาหารเวียดนามร้านนึง ขึ้นป้ายตัวใหญ่เลย ว่ามี wifi ให้ใช้ฟรี
!! … ว่าแต่ใครจะเล่น wifi กันในร้านอาหารเวียดนามหนอ .. แต่ก็นับว่า
wifi นี่ everywhere จริงๆ

ทำกับข้าว

December 25, 2007
เช้านี้วันหยุด ไม่ต้องไปทำงาน แต่มีหน้าที่หนักอึ้งคือต้องทำกับข้าวกินเองอยู่ที่คอนโด

จริงๆเรื่องทำกับข้าวกับผู้ชายมันก็ไม่ค่อยถูกกันเท่าไหร่อยู่แล้ว แต่พอกลับขอนแก่นทีไรเห็นป่าป๊ากับท่านพ่อเชอรี่ ทำกับข้าวกันเทพมากๆ แบบว่าร้านอาหารยังอาย .. เลยรู้สึกว่า .. เฮ้ย เราต้องได้เชื้อมาบ้างสิน่า

ว่าแล้วรวบรวมพลังทำกับข้าวมื้อเที่ยงกินเอง เลือกเมนูยากแบบไม่อายฟ้าอายดิน .. คือไข่เจียวกับไส้กรอกทอด 

 
 
จัดแจงเตรียมอุปกรณ์พร้อม ตีไข่ 2 ฟอง ใส่ซีอิ้วกับพริกไทยลงไปเล็กน้อย
 
 
ว่าแล้วก็เริ่มด้วยไส้กรอกชีส เอาลงกระทะอย่างพร้อมเพรียง กลิ่นหอมน่ากิน
 

รออยู่นาน เอ๊ะ !! ทำไมมันไม่เปลี่ยนสีซะที พอเอาพลิกไปดูอีกข้าง อ่าว .. ไหม้ไปแล้วข้างนึง (สงสัยจะรอนานไป) .. ไม่เป็นไร กินข้างเดียวก็ได้ T_T

 
 

หมดอนาคตไปแล้ว 1 เมนู เหลือไข่เจียว ถ้าทำไม่ได้ขอลาบวชรอบ 2 เลย … ว่าแล้วก็เทไข่เจียวลงไป รอได้ที่ก็พลิกไปอีกข้างนึง กลิ่นหอมน่ากิน สมเป็นไข่เจียวสูตรชาววังจริงๆเลย

 

 
สำเร็จเสร็จแล้ว ได้ข้าวที่หุงไว้แต่เช้า ไข่เจียวอมน้ำมันหนึ่งจาน และไส้กรอกชีสไหม้ข้างนึงอีกหนึ่งจาน
 

ทำเองกินเอง ยังไงก็ต้องโซ้ยให้หมด .. ไข่เจียวแห้งมั่กๆ สงสัยจะอมน้ำมันมากไปหน่อย ส่วนไส้กรอกอร่อยกว่าที่คิดเยอะเลย จริงๆแล้วไหม้ๆด้านนึงเป็นสูตรเด็ดนี่เอง

เสร็จสิ้นไปอีกหนึ่งมื้อ … ขอกลับไปฝึกฝีมือใหม่ก่อนน๊า .. แล้วคราวหน้าะมาโชว์ฝีมือใหม่

 

Move to -> Khajochi.com

December 21, 2007

We’ve move !!! -> Visit Khajochi.com

อาเจ็คเอ็ม

November 12, 2007
ความรู้สึกนึงของการเกิดเป็นลูกคนเล็กก็คือ บางทีจะรู้สึกว่าเราไม่โตซะที .. คือเวลาจะทำอะไรนี่ พี่ๆทำมาหมดแล้ว แต่ก็จะดีที่ได้เห็นตัวอย่างพี่ๆมาก่อน

เวลาไปไหนมาไหนก็จะรู้สึกเสมอๆว่าเราเป็นเด็ก จนบางทีเวลามีคนมาเรียกเราว่า พี่ หรือรุ่นพี่ มันก็ไม่ค่อยชินเท่าไหร่ ประมาณว่าเคยแต่เรียกคนอื่นพี่มาตลอด

ปีนี้เป็นปีพิเศษที่เราได้เลื่อนขึ้นมาเพิ่มคำนำหน้าอีกชื่อนึง คือได้เป็นอาเจ็คแย้วววว … อิๆ

ก็เนื่องจากเรามีหลานให้ได้อุ้มแล้ว 2 คน คือเจ้าหนูจีโน่ ลูกของเฮียเอกับพี่ดาว อีกคนพึ่งเกิดมาไม่นาน สดๆร้อนๆคือน้องจิงจิง (ชอบชื่อนี้จัง) ของเฮียโอกับพี่จูน … ถ้านับตามภาษาจีนแล้วเราก็จะได้เป็นอาเจ็คเต็มตัว .. ยังดีที่ไม่ใช่ชื่อที่แก่เท่าไหร่ ไม่เหมือน อาแปะ รึ อาซิ่ม (55)

เมื่อวันเสาร์ที่แล้วเป็นวันเกิดเชอรี่พอดี ก็พากันไปเยี่ยมน้องจิงจิงที่บ้าน พอดีเฮียเอก็พาจีโน่มาเยี่ยมด้วย เลยได้ความรู้สึกเหมือนเป็นอาเจ็คขึ้นมานิดหน่อย … แต่ก็ไม่สู้ คุณน้าเชอรี่ (รึคุณป้าก็ไม่รู้) ที่อุ้มเด็กตลอดเลย สงสัยกลัวไม่รู้ว่ารักเด็ก อิๆ

รอให้ 2 คนนี้โตขึ้นมาก่อน ถึงเวลาจีโน่กะจิงจิงวิ่งตุ้มตุ้ยกันมา แล้วเรียก "อาเจ็คเอ็มๆๆๆ ขออั่งเปาหน่อยยยย" .. คงน่ารักน่าดูเลยเน๊อะ

My Best Presentation

October 24, 2007
 
อาทิตย์ที่ผ่านมาดูจะเป็นอาทิตย์ที่ยุ่งเหยิงพอสมควร เนื่องจากมีหัวหน้าฝรั่งมาจากต่างประเทศ และก็ต้องคุยงาน(ประชุม) กันยาวเหยียด 8 วันติดๆกัน .. แน่นอน ภาษาอังกฤษ
 
มาถึงวันจันทร์ ช่วงที่มีเวลาว่าง ก็เลยนั่งดูเว็บที่เข้าประจำทุกวันอย่าง apple.com … ก็เข้าไปดูนู่นดูนี่ตามประสา ดูไปดูมาก็นึกถึง keynote (Presentation) ตัวนึง ที่ Steve Jobs เคยพูดเอาไว้เมื่อ 3 ปีก่อน
 
ตอนนั้นแม็คอินทอชกำลังไปได้ดี แต่อนาคตของธุรกิจนี้กำลังจะไปอยู่ที่ตลาดโน๊ตบุ๊ค .. ซึ่งก็อย่างที่เห็นว่าทุกวันนี้แทบจะไม่มีใครซื้อคอมมาใช้กันแล้ว จะซื้อโน๊ตบุ๊คกันไปเลย .. ตอนนั้น มีข่าวลือว่า แอปเปิ้ลกำลังจะประกาศข่าวสำคัญ(มากๆๆ) สำหรับชาวแมค ซึ่งก็คือการเปลี่ยนไปใช้ชิปของอินเทล (Intel) แทนของไอบีเอ็มที่ใช้มาแต่ดั้งแต่เดิม …
 
ข่าวนี้เป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาทันที .. เพราะทุกโปรแกรมที่ทำงานบนเครื่องเดิมจะไม่สามารถใช้งานได้เลยบนเครื่องตัวใหม่ … ในทางเทคนิคแล้วมันเสี่ยงมาก แต่ในทางธุรกิจแล้ว มันก็คงดีสำหรับอนาคต
 
พอถึงวันจริงๆ จ๊อบส์ก็ประกาศข่าวนี้จริงๆขึ้นมา .. แต่ความสุดยอดของเขาคือการพูดและการนำเสนอที่ทำให้ทุกคนเข้าใจ และเสนอทางออกที่ดี แถมจากเรื่องร้าย กลายเป็นเรื่องดีไปซะอีก ด้วยการแทรกมุขต่างๆเข้าไปมากมาย … จนหลายคนเรียกว่านี่เป็น keynote ที่ดีที่สุด ของจอบส์เลยทีเดียว
 
สนใจดูได้ที่นี่ –> Steve Jobs – Transition from Power Pc to Intel 
 
วันนั้นกดเปิดดู keynote นี้อีกรอบนึง .. ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกเหมือนมีแรงบรรดาลใจ .. ที่ฝรั่งเค้าเรียก inspiration มั้ง
 
คืนนั้นเลยลุกขึ้นมานั่งทำ presentation ตัวนึง ที่เคยคิดในใจมานานแล้ว แต่ไม่ได้ทำออกมาเสียที .. เป็นเรื่องราวที่อยากจะบอกกับหัวหน้าที่กำลังมาประชุมอยู่ และก็เป็นเหมือนความรู้สึกว่า .. เฮ้ย !! ถ้าได้พูดเรื่องนี้มันคงเยี่ยมไปเลย  .. ถึงแม้หลายตอนหลายข้อความจะดูเสี่ยงๆต่อหน้าที่และการงานอยู่บ้าง .. แต่เวลานั้นมันก็หยุดไม่อยู่ซะแล้ว .. โดยเฉพาะ slide หน้าสุดท้ายที่ เรียกว่าก๊อปมาจาก keynote ของจ๊อบเลยก็ว่าได้
 
เช้าขึ้นมา เดินไปบอกพี่หัวหน้าว่า ขอเวลา 10 นาที present เรื่องนี้ .. พี่แกก็งงเพราะไม่มีกำหนดการณ์มาก่อน แต่ก็โอเค .. ลองไปให้เพื่อนๆในทีมดู ทุกคนก็โอเคดี
 
พอถึงเวลา .. เอาเข้าจริงๆก็สั่นๆอยู่เหมือนกัน พูดถึงหลายๆจุด ฝรั่งมันก็มองหน้ามาเหมือนกัน .. แต่คงเพราะเมื่อคืนทำจนตี 3 รึเปล่าก็ไม่รู้ เลยมึณๆ เบลอๆ แบบว่าใครจะเป็นไงก็ไม่สนละ ว่าแล้วก็พูดๆๆๆๆ ไป แบบไม่ได้เขียนบทมาก่อน … ก็ร่ายยาวไปเลย จนเกือบ 15 นาทีได้
 
พอถึง slide หน้าสุดท้าย .. ก็สรุปทุกอย่างที่พูดมา ขอบคุณทุกคนที่นั่งฟังมากว่า 15 นาที .. หลังพูดจบคำว่า "That’s all from me .. Thanks you .." ปรากฏว่าพวกฝรั่งที่นั่งอยู่รวมทั้งคนในห้องปรบมือให้กันหมดเลย .. เหมือนได้ยินใครพูดชมเข้ามาด้วย แต่อารมณ์นั้นไม่ได้ยินอะไรเลย …
 
เป็นอีกวันที่รู้สึกดีจริงๆ … บางทีการที่เราได้ทำในสิ่งที่อยากจะทำ แล้วผลที่ออกมามันดีเกินคาด .. โลกทั้งโลกนี้มันก็ดูสดใสขึ้นมาทันทีเลย … ดีจริงๆที่มีวันนี้
 
 
Ps. Thanks you , Mr. Steve Jobs
 
 

 

มาเก็บขยะกันเถอะ

September 27, 2007
 
15 – 16 กันยายน ที่ผ่านมา ได้ไปบำเพ็ญประโยชน์ที่เกาะลันตา จังหวัดกระบี่มา
 
ฟังชื่อเกาะ กับจังหวัดแล้วดูเหมือนจะไปเที่ยวซะมากกว่า แต่จริงๆแล้วเป็นกิจกรรมของบริษัท พาพนักงานไปช่วยกันคืนกำไรสู่สังคม ด้วยการช่วยกันเก็บขยะที่เกาะลันตา เนื่องในวันรักษาสิ่งแวดล้อมโลกด้วย
 
เป็น 2 วันที่สนุกและเหนื่อยมากๆ แต่ก็รู้สึกดีที่ได้ทำประโยชน์ให้กับโลกนี้บ้าง
 
กิจกรรมนี้ทางบริษัทก็ร่วมกับองค์กร กรีนฟินส์ ขึ้นมา เพื่อชวนทุกคน รวมไปถึงชาวบ้าน ให้มาช่วยกันทำให้เกาะลันตา และชายหาดดูสวย สมเป็นแหล่งท่องเที่ยวอันดับต้นๆของเมืองไทย
 
ตื่นเช้าวันเสาร์ รีบกินข้าวเช้าแล้วไปเตรียมตัวกันที่หาด ทั้งทีมแยกกันไป 4 หาด โดยเราโชคดีมาก ได้หาดท่าแอะ .. หาดที่ยาวที่สุดเลย
 
ชาวบ้านมากันเยอะพอสมควร มีหน่วยงานน่ารักๆอย่างตำรวจ และพนักงานบริษัทแถวนั้นมาร่วมอย่างแข็งขัน
 
ไม่น่าเชื่อเลยว่า เกาะเล็กๆอย่างเกาะลันตา จะมีขยะริมหาดสวยๆมากขนาดนี้ .. เก็บตั้งแต่ 8 โมงเช้ายันเที่ยง ยังรู้สึกว่าขยะยังเยอะอยู่เลย
 
ถุงพลาสติก , ขวด , แก้ว , โฟม , แหอวน , รองเท้าข้างเดียว (เจอแต่ข้างเดียวจริงๆนะ) , ไฟแช็ค , กระดาษ , ไม้ ฯลฯ
 
เฉพาะหาดนี้หาดเดียว เราเก็บขยะไปได้ 1.5 ตัน !! ( เก็บรวมกันทั้งเกาะได้ 3 ตัน )
 
ฝนตกตลอด เลยไม่ค่อยได้เที่ยวกันเลย ทั้งที่ธรรมชาติสวยๆอยู่รอบตัว แต่ก็ไม่เสียดาย เพราะซักวันจะกลับมาเยือนเกาะน่ารักๆ อบอุ่นนี้อีกแน่นอน
 
แล้วเจอกันใหม่ เกาะลันตา
 
  
 

ชีวิตหลังบวช (2 เดือน)

August 31, 2007
ความตั้งใจแรกหลังจากที่สึกออกมาแล้วก็คือจะเอา Diary ที่เขียนมาตลอด 34 วันมา post ใน blog เอาไว้อ่านยามแก่ .. แต่ท่าทางจะต้องล้มเลิกไปซะแล้วเพราะกว่าจะพิมพ์หมด 1 วันก็ใช้เวลานานมากๆ .. เลยอยากสรุปไว้ใน blog เดียวเลยดีกว่า
 
สิ่งที่ดีที่สุดที่ได้เรียนรู้จาก 34 วันภายใต้ผ้าเหลืองก็คือการที่ได้รู้ตัวเองว่า จริงๆแล้วเราบวชไปเพื่ออะไร .. การจะเป็นพระที่ดี ไม่ใช่แค่หาผู้ชายซักคนที่สามารถตื่นตี 4 ได้ สวดมนต์ได้ กวาดลานวัดได้ เดินถอดรองเท้าบิณฑบาตรได้ … พระไม่ได้ต้องการแค่การปฏิบัตรหรือทำหน้าที่ แต่ที่มากกว่านั้นคือเรื่องของใจล้วนๆ … ภายใต้ศีลสองร้อยกว่าข้อหากเราไม่มีใจที่หนักแน่นพอ ใจที่อยากจะเป็นพระที่ดีพอ มันก็จะทำให้เราอยู่ได้ไม่นาน
 
เรื่องการทำบุญก็อีกอย่างนึง .. แต่ก่อนเราชบคิดว่า วันนี้รู้สึกไม่ดี วันนี้เป็นวันพิเศษ เอ้า เข้าวัดไปทำบุญกันซะหน่อยละกัน จะได้บุญกันเยอะๆ .. พอกลับมาจากวัดก็กลับสู่สภาพเดิม เป็นตัวเราเหมือนเดิม ยังกินเหล้า ฆ่าสัตว์เหมือนเดิม .. อย่างนี้เรียกว่าไม่ได้บุญอะไรเลย .. การทำบุญไม่ได้อยู่ที่การปฎิบัติตอนไปวัด หรือจำนวนของที่เราทำบุญไป .. แต่อยู่ที่ตัวเราหลังจากนั้นมากกว่า ที่จะทำตัวเป็นคนดี เหมือนที่ตั้งใจไปทำความดีที่วัดได้มากน้อยแค่ไหน
 
ผ่านมา 2 เดือนแล้วก็ใจหายเหมือนกัน เพราะชีวิตนี้คงไม่ได้บวชอีกแล้ว ก็ได้แต่เก็บเอาความทรงจำดีๆ ความสุขที่ได้ทำให้คนรอบข้างมีความสุข ได้เห็นหลายต่อหลายคนเข้าวัดกันเป็นประจำ (ถึงแม้จะเป็นช่วงเวลานึงก็เหอะ) … ยังจำคำที่หลวงพ่อสอนในวันสุดท้ายของการเป็นพระได้อยู่เสมอๆ …
 
"กลับไปแล้ว อย่าได้ลืมเอาสิ่งดีๆ ที่ได้มา ไปใช้ในชีวิต .. พระไม่ได้อยู่ที่กาย แต่อยู่ที่ใจเรา .. "
 
 
 
 
 

บวชวันที่ ๓ – ศึกษาพระไตรปิฎกที่พระธาตุ

August 1, 2007

วันอาทิตย์ที่ ๑๓
พฤษภาคม ๑๔๔๐

 
วันนี้ฝนไม่ตก
พระใหม่ทั้ง ๓ รูปจึงต้องตื่นตั้งแต่ตี ๔ เพื่อมาฝึกสมาธิ โดยการเินจงกลม
มีหลวงพี่อิงเป็นผู้นำเดินรอบพระธาตุ เป็นเช้าที่ง่วงกว่าทุกวัน
คงเพราะเมื่อคืนนี้นอนกันดึก ช่วงเดินมีแอบหลับด้วย …
ก็แปลกใจว่าเดินไปหลับไปได้ยังไง แต่ก็เป็นไปแล้ว

บิณฑบาตรวันนี้ได้น้อยกว่าเมื่อวานมาก
แต่ถึงจะน้อยก็ยังเต็มบาตรกันทุกรูปชนิดฉันกันไม่หมดเลยทีเดียว

ทำวัตรเสร็จ พากัันไปช่วยยกระฆังหน้าพระธาตุ
แต่หนักเกินกว่าที่พระ ๕ รูปจะแบกไหว เลยต้องเป็นภาระให้ฆราวาสแถวนั้นจัดการ …
เมื่อว่างก็เลยไปนอน แต่ไม่นานก็มีโยมพี่ยา
เป็นพนักเก่าแก่ที่ปั้มนำอาหารเพลมาถวาย ถึงโยมพ่อจะไปญี่ปุ่น
แต่ก็ฝากให้คนในปั้มนำเพลมาถวาย ดีจัง … วันนี้ได้กินพะโล้สมชื่ออีกแล้ว

ที่วัดมีรถขายหนังสือพิมพ์ผ่านทุกเที่ยง
เลยได้ซื้อซอคเกอร์มาอ่านทุกวัน วันนี้ดีใจมากที่ได้เห็นภาพทีมแมนยูฯได้ถ้วยแชมป์
ที่ไม่ได้มานาน ๓ ปีแล้ว … ไว้จะทำบุญไปเผื่อแผ่ท่านเซอร์และลูกทีมด้วยนะ

บ่ายว่างมากเลยออกมาซื้อยาข้างนอกแป๊บนึง
เป็นครั้งแรกที่ออกจากวัดด้วยตัวเอง พอดีฝากโยมพ่อซื้อแล้วลืม โยมพี่ยาก็ซื้อมาผิด
เลยซื้อเองดีกว่า เป็นยาฆ่าเชื้อในผิวหนัง เคยเป็นที่เท้ามานานแล้ว
แต่เป็นพระต้องเดินเท้าเปล่าบ่อย บวกกับเป็นหน้่าฝนเลยกลับมาเป็นอีก

เดินไปกลับไม่นาน
แต่ร้อน พึ่งรู้ว่าเวลาไม่มีผมแล้วโดนแดดจะแสบมากขนาดนี้
นี่เองที่ว่าทุกอย่างที่เกิดมาในโลกใบนี้ ย่อมมีประโยชน์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

ขึ้นไปอ่านศึกษาพระไตรปิฎกที่ชั้น
๖ ของพระธาตุ ที่นี่มีตู้พระไตรปิฎกครบชุด กะว่าจะมาอ่านนานแล้ว ไม่มีโอกาสเสียที
แล้วก็ถือโอกาสดีนั่งเขียนไดอารีไปด้วย

ระหว่างที่นั่งอ่านนั่งเขียนก็มีฆราวาสขึ้นมาเป็นระยะๆ
ไม่คิดว่าจะมาถึงชั้น ๖ แล้วจะมีคนขึ้นมาถึงนะเนี่ย แต่ก็ยังมีมาเรื่อยๆ
แถมส่วนใหญ่ยังเป็นผู็สูงอายุ แต่พอดีช่วงนี้มีการปิดทองที่ยอดชั้น ๗-๘-๙
ก็เลยมีการปิดล้อมชั้นบนๆไว้ วิวเลยไม่สวยเท่าไหร่นัก

พึ่งเคยอ่านพระไตรปิฎกจริงๆครั้งแรก
เล่มที่อ่านเป็นฉบับสังคายนา สมัย ๒๕๓๐ อ่านดูแล้วเลยรู้ว่าทำขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองวาระที่ในหลวงทรงครบ
๕ รอบพอดี … พระไตรปิฎกจริงๆเป็นภาษาบาลี แต่เรามีการสังคายนา (แปล)
เป็นภาษาไทยตั้งแต่สมัยอยุธยาแล้ว และก็มีการสังคายนาเรื่อยมา

ทีแรกคิดว่าน่าจะอ่านยากและน่าเบื่อ
แต่จริงๆแล้วอ่านสนุกกว่าที่ึคิดเยอะเลย เป็นเรื่องราวสอนใจมากมาย
ถึงแม้จะมีศัพท์บาลีที่ไม่เข้าใจเกือบ ๓๐
% แต่ก็น่าศึกษาดีเหมือนกัน … อ่านแค่เล่ม ๑ ได้ไม่นาน ก็ไปเจอเรื่องข้อห้ามเรื่องอาบัติต่างๆ
โดยเฉพาะศีลข้อ ๓ ไม่น่าเชื่อว่าพระไตรปิฎกจะระบุละเอียดทุกขั้นตอน ทุกท่าทาง
มีเคสเป็นตัวอย่างให้ดูด้วย โอโห
! ท่านคิดได้รอบคอบ
รอบด้านมากๆเลย

อย่างเช่น
ถ้าพระเกิดไปโดนข่มขืนระหว่างที่หลับอยู่ ไม่รู้เรื่อง
พอตื่นขึ้นมาจะอาบัติรึเปล่า .. อืม .. น่าคิด .. แต่ก็บัญญัติไว้คือไม่อาบัติ
แต่ถ้าถูกข่มขืนแล้วมีช่วงใดที่เรารู้สึกดีด้วย จะถือว่าอาบัติ …
แล้วยังมีอีกเยอะแยะเป็นร้อยหน้าเฉพาะเรื่องนี้เรื่องเดียว
(สงสัยเป็นไฮไลท์เลยเอามาไว้เล่ม ๑)

 

บ่าย ๔.๓๐
มีคนงานมาปิดประตูที่พระธาตุ เลยลงมา กลับที่กุฏิ ปรากฏว่าไม่มีใครอยู่เลย
เลยเดินรอบๆวัด ไปเจอหลวงพี่อิงแอนเดอะแก๊งออกมาจากศาลาวัด
ถามได้ความว่าเข้าไปช่วยกันเก็บกล่องพระกัน ท่าทางเหนื่อยกันมาก
น่าเสียดายไม่ได้มาช่วยเลย

เย็นทำวัตรเดินจงกลมในโบสท์
นั่งสมาธิ วันนี้ก็ยังไอและไม่มีสมาธิเหมือนเดิม กลับมาที่กุฏิ
ได้ข่าวดีว่าน้ำที่กุฏิไม่ไหล .. แล้วจะสรงน้ำกันอย่างไรนี่ …
ไม่นานหลวงพี่หมึกซึ่งเป็นพระใหม่เหมือนกัน แต่บวชก่อนเราหลายเดือน เดินผ่านมา
เลยขอไปสรงน้ำที่กุฎิหลวงพี่หมึกกัน ยกพวกกันไป ๔ รูป

กุฎิหลวงพี่หมึกเรียกกันว่าตำหนัก
เพราะเคยเป็นที่พักของท่านเจ้าอาวาส และมีพระที่มียยสระดับสมเด็จหลายท่านมาพัก
จึงเรียกกันว่า ตำหนัก

ที่นี่มีทุกอย่างที่กุฎิเราไม่มี
ไม่ว่าจะเป็น ทีวี , วิทยุ , ตู้เย็น , แอร์ก็มีนะ แต่จะอยู่ในห้องรับรอง …
ที่สำคัญคือห้องน้ำดีมากๆ แต่ถึงจะดียังไงก็ยังดูสกปรกอยู่ดี
(ไม่รู้ว่าทำไมห้องน้ำในวัดถึงเป็นแบบเดียวกันหมดเลยนะ .. คือไม่สะอาดซักที)

อาบน้ำเสร็จนั่งคุยกับหลวงพี่ดาวที่พักที่นี่เหมือนกัน
ช่วงนี้หลวงพี่ดาวต้องท่องบทสวดหนัก เพราะบวชแค่ ๗ วัน เดี๋ยวต้องไปเทศน์ที่บ่าน
แล้ววันสึกก็ต้องท่องอีก ๒ หน้ากระดาษ (ข้อเสียของคนบวชน้อยวันก็อย่างนี้นี่เอง)

วันนี้เขียนได้ยาวมากเลย
.. ชีวิตการบวชมีอะไรให้จดจำและเรียนรู้มากกว่าที่คิดเยอะ
ถึงจะไม่ได้สนุกเหมือนลูกเสือ เหนื่อยแบบ ร.ด. รึท้าทายแบบ
สตาร์ฟเชียร์ที่ลาดกระบัง แต่ก็ได้ความทรงจำที่มีค่ามากๆเลยในชีวิต …

พระดิวบอกว่าจดไว้เยอะๆก็ดี
เพราะหลังๆจะไม่มีอะไรให้จดมากนัก กิจก็จะคล้ายๆเดิมไปทุกวันๆ ..
แต่เราก็จะพยายามเขียนไปเรื่อยๆให้มากที่สุดล่ะนะ เท่าที่เวลาจะมี (ถ้าได้เอาลง
บล็อก ก็คงดี แต่คงนั่งพิมพ์จนมือหงิกเลย)

ก่อนนอนวันนี้โทรหาโยมเชอรี่
จริงๆตั้งใจว่าจะไม่ใช้โทรศัพท์แต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้
และก็เห็นว่าโทรมาหาช่วงบ่ายๆแต่ไม่ได้รับ …
น้ำเสียงของโยมเชอรี่ดูดีใจที่เราโทรมา แต่ก็เกร็งๆเพราะไม่รู้จะพูดกันยังไง
จากคำพูดแบบแฟนกันมาเป็นแบบพระกับฆราวาส มันก็คงมีความห่างมากกว่าเดิมเยอะ

คุยไปคุยมา
พอถามว่าเหงาไม๊ โยมเชอรี่ก็บอกเสียงสั่นว่าไม่เหงา แล้วก็ร้องไห้ใหญ่เลย ..
อยากจะร้องไห้ด้วยแต่ก็ต้องอดทนก้าวมาแล้วก็ต้องก้าวต่อไปให้ดีที่สุด ..
ไม่รู้จะปลอบยังไง เลยเอาบทสวดให้พรที่จดใส่ไดอารีตั้งแต่วันแรก (อภิวา..)
ถึงจะไม่เกี่ยวอะไรมากนักเพราะเป็นบทให้อวยพร ให้สุขภาพดี แข็งแรง …
แต่ก็เป็นบทเดียวที่ท่องได้ตอนนี้ และก็อยากให้ด้วยใจ
ถึงแม้ต้อนนี้จะไม่ได้อยู่ดูแล แต่ก็อยากให้เข้มแข็งทั้งกาย … และก็จิตใจนะ


พระเอ็ม – ขนฺติพโล